:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
     
     
การดูแลตนเองหลังคลอด

การอยู่เดือน

          ประเพณีการอยู่เดือน ก็เพื่อเป็นการพักฟื้นหรือพักผ่อนหลังคลอด การอยู่เดือนคงเป็นการอยู่กำหรือกรรมมากกว่า คือ ต้องอดทนอดกลั้นทุกอย่าง ความร้อนความหนาว อาหารการกิน การปฏิบัติตนต้องอยู่ในกรอบข้อห้ามจุกจิก จะทำตามความพอใจ หรือตามความต้องการของตัวเองไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อการรักษาตัวเองหลังคลอดให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งภายนอกตนและภายในตน คนในล้านนาจึงเรียกผู้ที่อยู่เดือนหลังเกิดว่า "แม่กำเดือน" เพราะต้องอดทนอดกลั้น จะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้ คล้ายกับการ อยู่กรรมของพระภิกษุ การอยู่เดือนของคนในล้านนาแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ


          1. การอยู่เดือนไฟ เป็นหน้าที่ของผู้เป็นสามีที่จะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ใน การอยู่เดือนไฟ มีแม่ชีไฟ ใช้ไม้กระดาน 4 แผ่น ประกบกันเป็น 4 เหลี่ยม หรือใช้ไม้ไผ่ผ่าครึ่ง 4 อันประกบกันเป็น 4 เหลี่ยมผืนผ้าหรือ 4 เหลี่ยมจตุรัส ความกว้างของแม่ชีไฟ ก็คะเน เอาจากความกว้างของห้องที่จัดไว้สำหรับอยู่เดือนไฟ ภายในของแม่ชีไฟจะใส่ดินเหนียวจนเต็ม ข้างบนจะมีก้อนเส้าสำหรับ ตั้งหม้อ ต้มน้ำร้อน แม่ชีไฟนี้เป็น ที่สำหรับจุดไฟไว้ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน ตอนกลางวันก็จะใส่ฟืนน้อยหน่อย ในตอนกลางคืนที่ต้อง การความอบอุ่นมากก็ใส่ฟืนให้มาก นอกจากนั้นก็มีแคร่ไม้ไผ่สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร สำหรับเป็นที่เอนนอนของแม่กำเดือน

          2. การอยู่เดือน ต่อมาเมื่อการปลูกบ้านสร้างเรือนได้แยกครัวไฟออกจาก เรือนนอน การอยู่เดือนไฟก็ค่อยๆ ลดความนิยมลง คงเห็นว่ายุ่งยาก ไม่สะอาด และ ไม่ปลอดภัยจึงเลิกใช้วิธีอยู่เดือนไฟที่ต้องก่อไฟในห้องนอนตลอดเวลา มาใช้วิธีอยู่เดือนโดยไม่ อาศัยไฟแทน

          ในช่วงที่อยู่เดือนนั้นห้ามแม่กำเดือนลงไปข้างล่างในตอนหัวค่ำและในตอนกลางคืน เพราะเนื้อหนังของแม่กำเดือนระยะนี้ ยังไม่เข้าที่ หรือยังไม่แน่นเรียกกันว่า "ส่าห่าง" ทำให้ผีมองเห็นตับไตไส้พุงได้ถนัด แม่กำเดือนต้องผ้าโพกหัวตลอดเวลา เพื่อป้องกันลมขึ้นหัว ใช้ผ้าคาดท้องเพื่อป้องกันท้องตกปงคือท้องโตและหย่อน ในระหว่างที่อยู่เดือนนี้เป็นการถือโอกาสรักษาแผล ที่ช่องคลอดไปด้วย โดยใช้หัวไพลตำกับเกลือพอกบริเวณบาดแผล


ดากออก

          ในระหว่างที่อยู่เดือน ห้ามแม่กำเดือนยกของทุกอย่าง แม้ของเบาบางอย่าง เช่นตะกร้างิ้วหรือนุ่น หมอนที่ยัดด้วยนุ่น ตะกร้าใส่ผ้าอ้อม ก็ห้ามยก เชื่อว่าถึงจะเป็นของเบาแต่ว่าหนักสำหรับผู้ที่ยก ถ้าไม่เชื่อแล้วยังขืนยกของอีกดากจะออก ดากออก คงเป็นส่วนหนึ่งของมดลูกที่เลื่อนลงมา (มดลูกหย่อน) ยิ่งยกของหนักก็ยิ่งจะเลื่อนลงมาได้ง่าย ประกอบกับแผลที่ฉีกตอนที่คลอดลูก กว้างมากและยังไม่ประสานติดกันเหมือนเดิม จึงทำให้ดากออก เมื่อเกิดดากออกถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีน้ำไหล ออกมาเปียกชุ่มตาม ผ้านุ่งตลอดเวลา การรักษาถ้าไปหาแม่ช่างช่วยทำให้ เขาจะใช้น้ำเกลือนวดคลึงส่วนที่โผล่ออกมา แล้วใช้มือดันให้กลับเข้าไปดังเดิม

อาหารแม่กำเดือน

          ได้แก่ ข้าวจี่ โดยนำข้าวเหนียวสุกมาปั้น เสียบด้วยไม้ปิ้งไฟ ให้กินกับเกลือ และต้องเป็นเกลือที่คั่วให้สุกเสียก่อน

          ห้ามอาหารประเภทปลาทุกอย่าง เพราะจะทำให้มีกลิ่นคาวติดตามตัวอยู่ตลอดเวลา และกลิ่นคาวนั้นจะลงไปทางนมไปถึงทารก ด้วย

          ประเภทเนื้อสัตว์ให้กินหมูอย่างเดียว แต่ต้องเป็นหมูดำ หมูเผือกไม่ได้ ถ้าเป็นหมูดำให้เลือกเอาเฉพาะเนื้อแดงนำมาแช่น้ำ เปลือกมะกอก จากนั้นจึงล้างด้วยน้ำเปลือกมะกอกจนจืด นำมาย่างไฟให้แห้ง (คงจะมีรสไม่เป็นหมูแล้ว เพราะน้ำเปลือกมะกอกดูด ซับเอากลิ่นและมันของหมูออกหมด) คงเพื่อต้องการไม่ให้มีคาวนั่นเอง

          ประเภทผักให้กินผักกาดและต้องเป็นผักกาดขาวด้วย ผักกาดเขียวก็ห้ามกิน หัวปลีต้ม ถั่วฝักยาวต้องเป็นถั่วที่มีฝักเป็นสีขาว บ่านอยข้อง (บวบชนิดหนึ่ง) ผักหวานบ้าน มะเขือม้าสีขาว (มะเขือยาว) เมื่อเป็นต้มผักก็จะใส่ผักใส่เกลือทุบ กระเทียมใส่ด้วย เท่านั้นเอง ส่วนกะปิ ปลาร้า น้ำปลาห้ามหมด

สมุนไพรคุมกำเนิด

          ถ้าต้องการคุมกำเนิด ให้กินยาคุมกำเนิดในช่วงที่อยู่เดือนนี้ เรียกยานี้ว่า "ยากินแล้วบ่มีลูก" ประกอบด้วย ชะค่าน พิวแดง พิวดำ พริกน้อย จันทน์จี จันทน์บาน เปลือกฝักค้อนก้อม ดีปลี เอาอย่างละเท่ากัน ตากแดดให้แห้งแล้วตำเป็นผง ตำวันอังคาร ขณะที่ ตำอย่าให้ผู้หญิงเข้าไปใกล้ แล้วให้แม่กำเดือนกินทุกวัน ด้วยน้ำอุ่น น้ำมะนาว หรือสุรา

ดีปลี

การผิดเดือน

          คือ การที่หญิงหลังคลอดอยู่เดือนมีอาการไม่สบาย เช่น วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดอ่อนเพลีย ซูบซีด ผอมเหลือง กินไม่ได้นอน ไม่หลับ ถ้าแก้ไขหรือรักษาไม่ดี ในภายหลังจะมีอาการเหมือนกับคนเสียจิตเป็นบ้าไปก็มี การผิดเดือนแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ การผิดกิน และการผิดสาบ

          ผิดกิน คือ การที่แม่กำเดือนไม่เชื่อฟังพ่อแม่ผู้เฒ่าผู้แก่ แอบกินอาหารที่แสลงจำพวกหน่อไม้ดอง เนื้อวัว เป็นต้น เมื่อรู้ตัวว่า กินอาหารแสลงให้รีบรักษาโดยการหาสมุนไพรที่รักษาเกี่ยวกับโรคนี้ เช่น ยาแก้กินผิด ประกอบด้วย หัวรางคาว (ว่านน้ำ) หัวจักไค แห้งคากอ (ตะไคร้) หัวปูเลย (ไพล) ฝนใส่น้ำข้าวสารเจ้า 7 เม็ด ใช้กินและ ตบหัว การผิดกินจะรักษาง่ายกว่าผิดสาบ

          ส่วนการผิดสาบ คือ การที่แม่กำเดือนได้สูดกลิ่นที่เหม็นสาบ เช่น กลิ่นการเผายาง การทอด กลิ่นอาหารจากบ้านใกล้เคียง เมื่อได้รับกลิ่นเหม็นอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ ใจสั่น หน้าซีด ก็ต้องรีบรักษาแต่ว่ารักษายากกว่า และหายช้ากว่าการผิดด้วยการกิน เพราะว่าการได้กลิ่นจะสูดเข้าไปในเส้นเลือด กลิ่นแสลงจะฝังลึกอยู่ในร่างกาย การป้องกัน เมื่อถึงเวลาที่ชาวบ้านปรุงอาหาร หรือการเผาขยะในตอนหัวค่ำ แม่กำเดือนจะต้องเข้าไปอยู่ในห้องในมุ้ง บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน ก็จะให้ความร่วมมือในเรื่องกลิ่นของอาหาร จะไม่นำอาหารที่มีกลิ่นแรงและเป็นกลิ่นที่แสลงมาทำ เช่น แกงผักหละ (ชะอม) หรือถ้ามีการสุมไฟตอนค่ำจะระวังไม่ให้มีวัตถุที่มีกลิ่นเหม็นติดเข้าไปในกองไฟ เมื่อจำเป็นต้องปรุงอาหารที่มีกลิ่นเหม็น ก็จะตะโกนบอกให้แม่กำเดือนเข้าไปอยู่ในห้องในมุ้งเสียก่อน

การซักและตากผ้าอ้อม

          การซักผ้าอ้อมสมัยก่อน มักจะซักตามแม่น้ำลำคลอง ดังนั้นผู้ที่ซักต้องระวังอย่าให้ผ้าอ้อมขาดหายจากจำนวนที่นำไปซัก ถ้าทำตกหรือทำหาย เด็กเจ้าของผ้าอ้อมจะร้องไห้ในเวลากลางคืน ไม่เป็นอันหลับอันนอน คงเกี่ยวด้วยเรื่องผีที่ไปทำอะไรต่อ ผ้าอ้อมที่หายไปนั้น เมื่อรู้ว่าขาดหายไปผู้ซักจะตามหาให้พบ การตากผ้าอ้อมเมื่อแห้งแล้วจะต้องเก็บแต่วันอย่าให้ค่ำมืด ไม่ควร ทิ้งไว้จนแสงตะวันส่อง "ขี้หม่า" ขี้หม่า คือน้ำครำที่ขังอยู่ใต้ถุนตรงครัวไฟ (น้ำโสโครก) โดยทั่วไปจะอยู่ทางทิศตะวันตกของเรือน เมื่อแสงตะวันส่องขี้หม่า แสดงว่าใกล้จะค่ำแล้ว ถ้าตากผ้าอ้อมไว้จนถึงมืดหรือตากไว้ค้างคืน เชื่อว่านกเค้าและผีกะจะมาเอาขวัญ เด็กที่ติดและผูกพันอยู่กับผ้าอ้อม หรือพวกผีกะจะมาเลียผ้าอ้อม บางแห่งก็ว่าเมื่อผีได้กินเลือดหรือกินสิ่งสกปรกในเวลากลางคืนแล้ว จะเอาผ้าอ้อมที่ตากค้างคืนไว้เช็ดปาก ถ้าดูตอนเช้ามักจะเห็นรอยเป็นวงๆ ที่ผ้าอ้อมเหล่านั้น ดังนั้นถ้าปล่อยผ้าตากค้างคืนไว้ ทำให้เด็กร้องไห้ในเวลากลางคืน ความจริงการห้ามตากผ้าค้างคืนเป็นการดี เพราะผ้าจะได้ไม่ถูกน้ำค้างตอนกลางคืน

การอาบน้ำของแม่กำเดือน

          แม่กำเดือนนั้นใช่ว่าจะอาบน้ำได้ทุกวัน แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่มีเหงื่อไหล ทั้งวันก็ตาม 10 วันจึงจะอาบน้ำได้ครั้งหนึ่ง และ จะสระผมไม่ได้เลย ออกเดือนเมื่อใดถึงจะสระได้เมื่อนั้น น้ำที่ใช้อาบจะต้องเป็นน้ำต้มสมุนไพร เวลาที่อาบจะขัดถูเนื้อตัว ก็ได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ยังแอบขัดถูอีก ต่อไปภายหน้าจะทำให้เอ็นตามร่างกายพองฟูขึ้นมา โดยเฉพาะตามแขนและขาจะพองฟูออกมา มองเห็นได้ชัดเจน เรียกกันว่า "เอ็นฟูเอ็นขาด" สมุนไพรที่ใช้ต้มอาบเวลาอยู่เดือน ได้แก่ ใบเปล้า ใบมะขาม เปลือกต้นมะกอก หัวปูเลย (ไพล)

ใบมะขาม ใบเปล้า


   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com