:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
     
     
ประเพณีการเกิด (การคลอด)

การเตรียมตัวก่อนคลอด

          ตามประเพณีของทางภาคกลาง เมื่อท้องย่างเข้าเดือนที่ 7 สามีก็เริ่มจัดเตรียมฟืนไว้ใช้ในตอนอยู่ไฟ ในล้านนาสมัยดั้งเดิม ก็มีการเตรียมฟืนเหมือนกัน เพราะเรือนในสมัยนั้นทำเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว เป็นทั้งห้องนอน ห้องทำงาน และห้องครัว หญิงหลัง คลอดต้องอยู่ไฟในห้องนอน (จึงเรียกการอยู่ไฟว่า "อยู่เดือนไฟ" ต่อมาในสมัยหลัง เมื่อแยกครัวออกจากห้องนอน การอยู่ไฟแบบผิง ไฟค่อยๆ หมดไป จึงเรียกการอยู่เดือนไฟเป็น "อยู่เดือน" คือใช้ผ้าให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแทนไฟ)

          การจัดห้องคลอด บนห้องใช้ร่างแหหรือยอ ขึงเป็นเพดาน ล้อมด้วยสายสิญจน์ ติดผ้ายันต์กันผี ติดตาแหลว (เฉลว) ที่ร้อย ด้วยเชือกที่ฟั้นจากต้นคาสดไว้ที่ประตู ฝาตรงไหนเป็นรูเป็นช่องก็ต้องซ่อมแซม บริเวณใต้ถุนตรงกับห้องคลอดและจะใช้เป็นห้อง อยู่เดือนด้วยนั้น ก็จะล้อมด้วยไม้ไผ่สะด้วยหนามเล็บแมว เชื่อว่าผีกลัว

          เรื่องการสะหนามก็เพื่อป้องกันผีเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผีปอบ ทางเหนือเรียก ผี ปอบว่า "ผีกะ" ผีกะชอบมากเมื่อมีการเกิดลูก เพราะชอบของสดของคาว เช่นเดียวกับ ผีกระสือที่ชอบกินของสดของคาวเหมือนกัน ชอบกินเลือดในหัวใจของเด็กทารกที่เกิดใหม่ ถ้าไม่ระวังให้ดีมันจะมากล่อมผู้เป็นแม่ให้หลับแล้วบีบคอทารกให้ตายจึงดูดเลือดกิน ถ้าไม่สะหนามใต้ถุนห้องที่คลอดและอยู่เดือน ผีกะที่มีอายุแก่กล้า จะแปลงตัวเป็นม้าเรียกกันว่า"ผีม้าบ้อง" จะมาวิ่งชนเสาหรือเสียดสีเสาใต้ถุน ถ้าสะด้วยหนามเล็บแมว ผีกะจะกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนแหหรือยอนั้น ถือว่ามีตามากกว่าตาผีและตาก็เล็กกว่าด้วย ตาผีจึงลอดเข้าไปทำอันตรายไม่ได้

          พวกผีกะจะมีชุกชุมและเป็นผีที่อันตรายในล้านนา บ้านต้นผีหรือบ้านเก๊าผีกะนั้น จะต้องเลี้ยงผีพวกนี้ให้ดีอย่าให้อดอยาก ตามปกติอย่างมาก 3 ปี ต้องจัดพิธีเลี้ยงผี มีการฟ้อนให้แก่ผีที่เรียกกันว่า "ฟ้อนผีมด" ถ้าไม่ฟ้อนไม่เลี้ยง ผีจะอดอยาก แล้วจะออกไป หากินเอง ไปเข้าสิงคนตามหมู่บ้านซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้หญิง เมื่อถูกหมอผีบังคับให้บอกชื่อเจ้าของ ผีกะก็จะบอกชื่อผู้เป็นเจ้าของ ของมันเรียกว่า "ผีขายหน้า" คนที่เป็นเจ้าของจะอับอายมาก เพราะการเป็นผีกะส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยให้ใครทราบ นอกเสียจาก ตระกูลผีด้วยกันเท่านั้น

          การสังเกตว่าใครเป็นผีกะให้สังเกตนกฮูกหรือนกเค้า จะมีนกเค้าชนิดหนึ่งเรียกว่า "นกเค้าผีกะ" ตามนิทานเล่าสืบกันมาว่า นกเค้ากับผีกะเคยเป็นมิตรกันมาก่อน ต่อมาผิดใจกันด้วยเรื่องอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว จึงเป็นศัตรูกันตั้งแต่นั้นมา เมื่อผีกะจะไป ทางไหนจะไปบ้านใคร นกเค้าสามารถรู้ได้จึงล่วงหน้าไปก่อนเพื่อร้องบอกให้คนได้ทราบ ถ้านกเค้าร้องบอกสักประเดี๋ยวเดียว จะเห็น คนที่เป็นผีกะโผล่มาให้เห็น

          อีกวิธีหนึ่งการดูว่าผู้หญิงเป็นผีกะหรือไม่ คือ ผู้หญิงคนนั้นจะสวยแบบที่ เรียกว่า "งามขำ" ยิ่งดึกยิ่งเด่น ยิ่งเย็นยิ่งสวย บ่าว (ชายหนุ่ม) ทั้งหลายที่ใฝ่ในการเที่ยวสาว ต้องสอบหาข่าวในเวลากลางคืน หากพบหญิงใดที่สวยซึ้งตรึงใจให้ใหลหลง สองแก้มแดง เรื่อใสเนียน ยิ่งดึกยิ่งสวย ลักษณะดังกล่าวมาแล้วนั้น เชื่อกันว่าหญิงนั้นมักเป็นผีกะ สิ่งที่ทำให้แก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อ ดังผลมะปราง สุกเดือนเจ็ด ก็เพราะมีมักฏะ คือลิง 2 ตัว นั่งยอหัวอยู่บนไหล่ทั้ง 2 คอยแลบเลียผิวแก้มให้สดใส คนทั่วไป ไม่สามารถจะมองเห็น ได้ด้วยตา แต่ทว่าหมอผีที่มีวิชาเก่งกล้า ท่องบ่นด้วยมนต์คาถา แล้วก้มหัวลงผ่านหว่างขาตัวเอง มองดูจะเห็นเป็นลิงคู่นั่งอยู่ นอกจาก นั้นผีกะก็ยังจำแลงแปลงกายให้คล้ายกับสัตว์ได้อีกหลายชนิด เช่น เป็นแมวดำ หมาดำ เป็นม้า จะว่าเป็นม้าอาชาก็ไม่เป็นสีดำ มักจะ แสดงแปลงตัวในตอนหัวค่ำ จะประจำอยู่ตามซอยมืดเป็นม้าสีขาว วิ่งเข้าวิ่งออกคล้ายกับเสียงวิ่งของวัวควาย เล่ากันถึงวิธีแปลงกาย เป็นม้าของผีกะ มันจะใช้แขนพับครึ่ง ยกสูงให้เป็นหัว ใช้มือตัวเป็นใบหู ถ้ารู้ว่ามีใครแอบดู หน้าไม่ชอบแต่จะเอาส่วนก้นให้ดูแทน

          การสืบต่อหรือการรับมรดกตกทอดร่วมเป็นตระกูลผีกะ ตกอยู่กับฝ่ายหญิง ฝ่ายชายจะไม่ค่อยรู้ในเรื่องนี้ และหญิงชายใดที่ แต่งงานได้เสียกับคนที่เป็นผีกะ ได้นอนกับสาว กินข้าวร่วมไหเพียง 7 ไห ก็ถือว่าได้เป็นตระกูลสายผีกะไปแล้ว

เจ็บท้องและการคลอด

           เมื่อถึงกำหนดเดือนมาทันกำหนดวันมารอด หญิงแม่มานเริ่มเจ็บท้อง เมื่อคนในบ้านรู้จะรีบช่วยกันจัดเตรียมห้อง เปิดช่อง เปิดหีบเปิดตู้ ไขกุญแจ ถอดกลอน แล้วจึงม้วนที่นอนสำหรับไว้อิง บางแห่งทำราวหรือแขวนเชือกไว้เป็นที่จับ จากนั้นจึงไปบอก แม่ช่างให้รับทราบแล้วเชิญมา ในช่วงนี้ใครจะไปยืนขวางประตูหรือคาบันไดไม่ได้ เพื่อต้องการให้เป็นเคล็ดว่าจะได้เกิดง่าย ไม่ค้างคา แม้แต่การพูดการจา ก็ไม่ให้พูดไปในทำนองว่า เกิดยาก คลอดยาก ค้างคาอะไรอย่างนี้ เข้าไปในทีท่าทำนองเป็นการลอง ปากลองคอ กลัวว่าจะเป็นเหตุให้เป็นจริงขึ้นมาได้ หญิงมีครรภ์ท้องมานอย่าได้ผ่านเข้าเยี่ยมตอนนี้ เพราะเคล็ดเขามีว่าเด็กในท้อง จะอายกัน แล้วจะพลันไม่ยอมออก ไม่ยอมคลอด อีกอย่างหนึ่งผู้ชายที่เป็นสามีหากเคยได้ฝังเสาฝังหลักหรือตอกตะปู ให้นึกดูถ้ารู้ให้ ถอดถอน คงเพื่อกันการติดการยึด เด็กในท้องจะได้โยกคลอนเกิดง่ายไม่ทรมาน ขันข้าว ขันตั้ง เงินค่าครูของแม่ช่างนั้นไม่มี หลังจาก ที่ออกเดือนแล้ว จึงแต่งดาเป็นเครื่องสระเกล้าดำหัว มีน้ำขมิ้น ส้มป่อย ข้าวสาร หมาก พลู บุหรี่ เหมี้ยง เงินติดเป็นยอดเป็นปลาย แล้วแต่ฐานะ ไม่มีกำหนดว่ารายละเท่าใด นอกจากนี้เมื่อถึงวันปีใหม่สงกรานต์ ลูกหลานจะพากันไปดำหัว ทานขันข้าวแม่ช่างเป็น ประจำทุกปี

          ถ้าหากว่า มีเหตุขัดข้องทำให้คลอดยาก ทำให้แม่ลำบาก เพราะเด็กไม่ยอมคลอดออกมาง่ายๆ ก็ต้องพึ่งพาหมอให้ช่วยมนต์คาถา โดยใช้คาถาบทที่ชื่อว่า “คาถาสะเดาะ” คาถานี้ใช้สะเดาะให้คนเกิดลูกง่าย หรือสะเดาะก้างที่ติดคอ มักจะเป็นคำที่สัปดน หมอท่องมนต์ ก็ท่องบ่นให้เสียงดัง คนที่ได้ฟังก็อดที่จะขำและหัวเราะไม่ได้ ท่องมนต์ไปแล้วเสกน้ำให้แม่มานกินสักอึกสองอึกแล้ว จึงใช้น้ำมนต์ ลูบท้องของแม่มานตั้งแต่อกลงไปถึงสะดือ เวลาลูบน้ำมนต์ตามที่เคยยึดถือ คือให้ลูบด้วยมือทีเดียวอย่าหยุดระหว่างกึ่งกลาง และห้าม ลูบจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน การเจ็บท้องเกิดลูกของผู้หญิงจำต้องทนทรมาน บางคนร้องเรียกหาแต่พ่อแม่ ผู้หญิงที่ผ่านการเกิดลูก มาแล้วจะรู้ถึงบุญคุณของพ่อแม่ที่เคยให้กำเนิดตนมา ดังคำที่พูดกันไว้ว่า หญิงจะรู้ซึ้งถึงบุญคุณพ่อแม่ก็ตอนที่เจ็บท้องเกิดลูกนี้เอง


          เมื่อยามเกิดตอนเด็กหลุดออกมาตกถึงพื้น เรียกกันว่า ตกฟาก เวลายามที่เกิดนี้ก็ต้องจดจำไว้ให้ดี ถ้าเป็นกลางวันก็จะดู พระอาทิตย์ว่าเป็นกี่โมงกี่ยาม ถ้าเป็นกลางคืนก็จะกำหนดเอาการขันของไก่ เมื่อจดจำไว้ดีแล้ว วันต่อมาจึงไปหาพระตามวัด ให้พระ เขียนชะตาวันเดือนปี ยามที่เกิด ลงในใบลานหรือใบตาลเก็บใส่กระบอกไม้ไว้

          เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว ผู้ที่คอยช่วยแม่ช่างก็ต้องกดท้องแม่มานไว้ให้ดี เพื่อป้องกันรกบิน ถ้าดูเหมือนว่ารกขึ้นสูง จะใช้ ไม้คานขวางกดตรงลิ้นปี่ไว้เพื่อไม่ให้รกบินขึ้น ซึ่งกลัวกันมากว่ารกจะขึ้นปิดลิ้นหัวใจ ทำให้หายใจไม่ออกและทำให้เสียชีวิต เพราะ อันตรายจากรกเลื่อนตัวขึ้น ด้านบนเกิดขึ้นเป็นประจำ ถ้าหากรกไม่ออก ท่านให้เอาใบพลูมาม้วนแล้วแหย่หมุนในคอผู้เป็นแม่ ถ้า อาเจียนรกจะออก ถ้ายังไม่ออกให้เอาหมอนถูหลังไปมารกจะออก ถ้ายังไม่ออกให้ใช้มือกด 2 ข้าง ถ้ายังไม่ออกก็ต้องไปหา หมอพ่อ เลี้ยงคาถาสะเดาะมนต์น้ำให้กิน ถ้ารกยังไม่ออกแม่ช่างจะยังไม่ตัดสายสะดือ เพราะกลัวว่าสายรกจะหลุดเข้าข้างใน ผู้เป็น แม่อาจตาย เพราะรกขึ้นไปปิดหัวใจ สายรกทางล้านนาเรียกว่า สายแห่ ถ้าเด็กเกิดมาเป็นผู้ชาย ตอนที่เกิดออกมาสายแห่คล้องคออยู่ ทำนายว่า จะได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา

          จากนั้นแม่ช่างจะอุ้มเด็กพร้อมกับล้วงปาก เอาน้ำเมือกออกจากคอให้หมด ถ้าล้วงน้ำเมือกออกไม่หมด เมื่อเด็กโตขึ้นมักจะพูด เสียงแหบเครือไม่กังวาน และจะทำให้เป็นหืดหอบได้ง่าย หลังจากล้วงน้ำเมือกออกแล้ว ถ้าเด็กยังไม่ร้องก็ต้องพยายามทำให้เด็กร้อง ให้ได้ โดยใช้มือตีที่ก้น หรือใช้กระด้งพัด ถ้ายังไม่ร้องให้ใช้เหล็กเผาไฟนาบไปที่รก เพื่อความร้อนจะได้ผ่านไปถึงเด็ก เด็กจะร้อง แต่ถ้าไม่ร้องจริงๆ เด็กนั้นมักจะไม่รอด เมื่อเด็กร้องไห้แล้วให้เอาผ้าห่อเด็กไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อรกออกมาแล้วก็เป็นที่เบาใจ แม่ก็ต้องนอนพักผ่อนเพราะอ่อนเพลียจากการเกิด ปล่อยให้แม่ช่างจัดการกับรกและสายสะดือเด็กต่อไป

การตัดสายสะดือ

          เมื่อตัดสายรกแล้วจะอาบน้ำให้เด็กด้วยน้ำอุ่น โดยแม่ช่างจะเอาเด็กนอนบนหน้าแข้งเอา หัวเด็กหันไปทางปลายเท้า แล้วจึง ชำระล้าง พร้อมกับดัดแขนดัดขาเด็กให้ตรงให้สวย ถ้าดัดในตอนนี้แข้งขาเด็กจะไม่โก่ง คือถ้าขาเด็กโค้งออกด้านนอก เมื่อโตขึ้นน่อง จะไม่สวย มีการบีบดั้งจมูกเด็กเพื่อให้โด่งแหลม จมูกจะได้ไม่แฟบ คือจะตบแต่งอะไรส่วนไหนก็ทำตอนอาบน้ำนี้แหละ การอาบน้ำบน หน้าแข้งคงเป็นความสะดวกในสมัยนั้น การป้อนข้าวเด็กจะป้อนบนหน้าแข้งแต่จะหันหัวเด็กมาทางเข่า


          ในกรณีที่แม่เลี้ยงลูกไม่ติด เช่น เคยมีมาแล้วแต่ตายไปหมดไม่ได้เลี้ยง แม่ช่างจะทำเคล็ดให้ เมื่อเด็กคลอดออกมาหลังจาก ที่ตัดสายสะดือแล้ว จะนำสุ่มปลามาครอบเด็กไว้พร้อมกับพูดว่า “นั่นปลา นั่นปลา มีเยอะแยะเลย” แล้วจึงนำไปอาบน้ำ เชื่อว่าเมื่อได้ ทำดังนี้แล้ว เด็กจะไม่ตายอีกเหมือนลูกคนก่อนๆ

          การทำเคล็ดป้องกันเด็กเป็นลมชัก เรียกกันว่า "ลมขึ้น" เมื่อตัดสายสะดือแล้ว ยังไม่ได้อาบน้ำ แม่ช่างจะอุ้มเด็กไปที่เสาเรือน ตรงเสาดั้ง แล้วชูเด็กขึ้นจนสุดแขน ทำท่าเด็กให้ดูเหมือนกับจะปีนเสา พร้อมพูดขึ้นว่า "ถ้าอยากขึ้นก็ขึ้นไป เอ้า ขึ้นไป ขึ้นไป" แล้วจึง นำมาอาบน้ำ เชื่อว่าเมื่อได้ทำอย่างนี้แล้ว เด็กคนนั้นจะไม่เป็นลมชัก

          การทำเคล็ดเพื่อไม่ให้เด็กเป็นคน "สึ่งทึง" หรือเป็นคนโง่ หรือปัจจุบันเรียกเด็กปัญญาอ่อน ก่อนที่จะเอาเด็กมานอนในกระด้ง ให้เอาใบตองทึงมาปูในกระด้ง แล้วจึงปูผ้าทับลงไป แล้วให้เด็กนอน เชื่อว่าต่อไปเด็กจะไม่ "สึ่งทึง" ไม่โง่ แต่จะเป็นคนฉลาด

ขายเด็กทารก

          เมื่ออาบน้ำเด็กเสร็จแล้ว จะนำเด็กห่อผ้าใส่กระด้งไปขายที่หัวบันได โดยวางเด็กไว้แล้วกล่าวว่า "ถ้าเป็นลูกผีทั้งหลาย เช่น ผีจอมปลวก ผีบวกควายก็ให้เอาไป" แล้วรีบพูดต่อว่า "แต่เด็กนี้เป็นลูกข้า ข้าจะเอา" แล้วจึงยกกระด้งเข้าในห้องที่จัดไว้ การทำ พิธีขายลูกดังกล่าวคงเป็นการหลอกผีนั่นเอง เมื่อยกเข้าในห้องแล้วใช้ผ้าห่มวางซ้อนกันทำเป็นวงกลมที่ขอบกระด้ง เปิดเป็นช่อง กลมด้านบนไว้เล็กน้อย คลุมด้วยผ้าขาวบางหรือเศษมุ้ง บางครั้งใช้ร่างแหหรือยอข้างบน เป็นการป้องกันผี


บ่มผิวทารก

          การให้ทารกนอนในกระด้ง ใช้ผ้าวงรอบขอบกระด้ง แล้วคลุมด้วยผ้าโปร่งกันแมลง เพื่อบ่มผิวทารกให้อุ่นให้ร้อน การบ่ม ผิววิธีนี้เรียกกันว่า "อุ้ก" เมื่อนานวันเข้าผิวหนังชั้นนอกของเด็กจะลอกออก เรียกผิวหนังชั้นนอกนี้ว่า หนังในท้องไม่ใช่หนังจริง เมื่อลอกหนังสีแดง ออกเป็นหนังสีขาวเชื่อว่าผิวหนังเด็กจะดี ถ้าไม่ทำการอุ้กตัว ดังกล่าว เมื่อโตขึ้นเด็กมักจะเป็นโรคผิวหนัง หรือผิว กระด่างกระดำ ผิวไม่สวย

การฝังรก

          หลังจากจัดการเรื่องเด็กเรียบร้อยแล้ว แม่ช่างจะล้างทำความสะอาดรก ถ้าไม่ล้างให้สะอาด เด็กจะเกิดเม็ดผดผื่นคัน เนื้อตัวดู ไม่ค่อยสะอาดไปด้วย เสร็จแล้วห่อด้วยใบตองส่วนหาง ที่เรียกว่า หางตอง แล้วใช้เข็มเย็บผ้าปักลงไปบนห่อรก เชื่อว่าต่อไปในภาย ภาคหน้าเด็กจะฉลาดมีปัญญาเฉียบแหลมเหมือนเข็ม พ่อของเด็กจะเป็นผู้ฝังรก จะไม่นิยมนำไปฝังโคนต้นไม้ เชื่อว่าเมื่อเด็กโตขึ้น กำลังซนจะชอบปีนต้นไม้ จึงนิยมเอาไปฝังใต้บันไดบ้าน ถึงเด็กจะชอบขึ้นลงเล่นบันได หากตกบันไดเด็กจะ ไม่เป็นอันตรายมาก เท่ากับตกต้นไม้ การจับห่อรกตอนนำไปฝังต้องจับให้ถูกข้าง คือใช้มือขวาจับ เด็กจะได้ถนัดมือขวา ถ้าใช้มือซ้ายจับ เด็กจะถนัดมือ ซ้าย ประเพณีในภาคกลางจะไม่ฝังรกในทันที แต่เก็บรกไว้ในหม้อ เอาเกลือโรยข้างบนตั้งไว้ที่เตาไฟครบ 3 วันแล้วจึงจะนำไปฝัง

          ส่วนสายสะดือที่ติดอยู่กับตัวเด็กเมื่อถึงกำหนดหลุดออก พ่อแม่จะนำไปตากแห้งแล้วห่อผ้าขาวเก็บไว้ เมื่อมีพี่มีน้องด้วยกัน หลายคน จะนำสายสะดือรวมกันแช่น้ำให้ลูกๆ ทุกคนดื่ม เชื่อว่าพี่น้องจะรักกันไม่ทะเลาะกัน มีกิจการงานสิ่งใดจะคอยช่วยเหลือกัน เสมอ

การให้นมให้อาหาร

          หลังจากคลอดแล้ว แม่บางคนยังไม่มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารก ก็ต้องคอยน้ำนมกันต่อไป เมื่อไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำนมหรือไม่ ก็จะ หาสมุนไพรที่ทำให้เกิดน้ำนม หรือของอย่างอื่นตามที่เชื่อต่อๆ กันมา เมื่อมีน้ำนม น้ำนมแรกจะมีสีเหลืองเชื่อกันว่าเป็นน้ำนมเสีย จะ บีบทิ้งก่อน จนเห็นเป็นสีขาวแล้วจึงให้ลูกดูด การที่ไม่มีน้ำนมให้ลูก สมัยก่อนเป็นเรื่องที่น่ากังวลของผู้เป็นแม่มาก ปัจจุบันนี้คง ไม่เกิดปัญหาอะไร เพราะให้ทารกดื่มน้ำนมสัตว์แทนนมแม่ได้ แต่สมัยโบราณนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวถ้าคลอด หลายวันแล้ว แม่ไม่มีน้ำนม ก็ต้องอุ้มเด็กไปหาหญิงที่คลอดลูกในช่วงเดียวกัน หรือไปอ้อนวอนขอให้ผู้หญิงนั้นมาที่บ้าน เพื่อให้นมแก่ลูก แต่โดย มากหญิงทั่วไป ไม่มีใครรังเกียจที่จะให้ดื่มนมร่วมกัน คงสงสารเด็กมากกว่าอย่างอื่น ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้หมอพื้นบ้านค้นหาตำรา ยาสมุนไพรที่กินแล้วทำให้มีน้ำนม ตำราหนึ่งกล่าวว่า หลังจากที่เกิดลูกแล้วสัก 2 วัน ให้เอาหัวปลีมาต้มกิน อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ขวั้น (ขั้ว) ขนุนที่เขาปลิดลูกแล้ว แต่ยังเหลือขวั้นติดกับต้น นำมาต้มกินน้ำ จะทำให้มีน้ำนม ให้ลูกกินอย่างอุดมสมบูรณ์ สมัยก่อน เมื่อคลอด ได้ 6-7 วันก็จะให้อาหารแก่ทารกแล้ว อาจจะให้กล้วยน้ำว้าก่อน จากนั้นจึงจะให้ข้าวผสมลงไปด้วย บางรายเมื่อเด็กร้องไห้บ่อยๆ คิดว่าเด็กหิวเพราะน้ำนมไม่อยู่ท้อง จึงทำให้เด็กร้องไห้ หลังเกิด 3-4 วันก็ให้อาหารแก่ทารก เพื่อต้องการให้เด็กหลับนานๆ ไม่ร้อง ไห้รบกวน

เด็กตายหลังคลอด

          ถ้าเด็กตายหลังจากเกิดแล้ว 3 วัน 7 วัน ขึ้นไป ก่อนที่จะนำเด็กไปฝัง พ่อแม่จะร้องไห้บอกกับศพเด็กว่าให้วิญญาณของลูก จงมาเข้าท้องของแม่ จะได้เป็นแม่เป็นลูกกันอีก โดยทั่วไปเชื่อว่าเด็กที่ตายในช่วงนี้จะเกิดใหม่ได้เร็ว ดังนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ จะใช้ปูนแดง หรือมินหม้อป้ายก้นเด็กให้เป็นเครื่องจำหมาย ที่ใช้มินหม้อคงเพราะเป็นของที่หาได้ง่าย เมื่อมีลูกคนต่อไป ถ้ามีปานดำ หรือปานแดงที่ก้น เชื่อว่าเป็นลูกคนก่อนมาเกิดใหม่

          การฝังศพเด็กจะไม่ค่อยพิถีพิถันมากเท่าใด ใช้ผ้าห่อศพแล้วนำไปฝังที่ป่าช้า ถ้าเด็กอายุเป็นเดือนขึ้นไป จะใช้เปลของเด็กนั้น ใส่ศพหามไปฝังที่ป่าช้า บนปากหลุมใช้เปลครอบตีหลัก เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเป็นหลุมฝังศพเด็ก และเพื่อกันหมาขุดคุ้ยด้วย คนใน ล้านนาจะไม่ค่อยกลัวผีเด็ก ไม่เหมือนกับทางภาคกลางที่ต้องให้หมอ เวทมนตร์มาทะ (ห้าม) ขนันศพ แล้วบรรจุลงหม้อ ที่ลงยันต์ ตรีนิสิงเห ปิดด้วยผ้าขาว ผูกด้วยสายสิญจน์ แล้วจึงนำไปฝัง คงกลัวว่าผีเด็กจะมารบกวน ต่างกับล้านนาที่บอกให้วิญญาณเด็กมา เข้าท้องเป็นลูกเป็นแม่กันใหม่

          ระหว่างที่ลูกยังเล็กอยู่ในเดือนนี้ พ่อแม่ต้องระวังภัยอันจะเกิดมีขึ้นหลายอย่าง หลายประการ พระเครื่องที่เชื่อว่ามักจะรบกวน หยอกล้อเด็กให้ร้องไห้ เช่นพระสิบสอง พระรือหน้ายักษ์ เป็นต้น ต้องอาราธนาออกไปไว้นอกชายคาบ้าน โดยมากจะเก็บไว้ ที่ค้าง เฟือง (โรงเรือนหรือที่สำหรับเก็บฟางข้าว) หรือนำไปฝากเพื่อนบ้านไว้

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมไว้สำหรับใช้หลังคลอด

          ห้องนอนนั้นไม่ต้องพูดถึง ดูเหมือนจะเป็นของหญิงหลังคลอดทั้งห้อง การจัดเตรียมห้องก็ดังที่เคยพูดไปแล้ว คือใช้ร่างแห หรือยอที่ทางเหนือเรียกว่า "จำ" ขึงเป็นเพดานข้างบน ข้างฝาพื้นฟากที่เป็นช่องเป็นรูก็ต้องหาหนามมาสะไว้ ส่วนใหญ่จะใช้หนาม เล็บแมว ฝาตรงไหนที่เป็นช่องที่พอจะปิดได้ก็ปิด ประตูห้องก็ต้องติดเฉลว 3 ชั้นบ้าง 7 ชั้นบ้าง (เฉลว ทางเหนือเรียก ตาแหลว แหลวคือเหยี่ยว ตาของเหยี่ยวคมและ มีเลนส์ที่ไว สามารถมองเห็นได้ไกล) ที่ติดตาแหลวตาเหยี่ยวก็เพื่อให้ช่วยดูแลรักษาป้องกันผี ผีมาทางไหนตาแหลวจะได้มองเห็นหมด แล้วจะได้บอกสิ่งป้องกันภัยอย่างอื่นให้ระวัง คงจะเป็นอย่างนี้กระมัง

ตาแหลว (เฉลว)

          นอกจากการเตรียมห้องก็ต้องเตรียมของใช้ ได้แก่ ผ้ามัดหัว สำหรับโพกหัวทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อป้องกันลมขึ้นหัว ผ้าคาดท้องเพื่อป้องกันไม่ให้ท้องใหญ่และเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ถือกันว่าถ้าคาดท้องดีมดลูก จะได้ต้อม (แฟบ) แห้ง ถ้าไม่คาดท้อง ระหว่างที่อยู่เดือนจะเป็นท้องตกปง คือ ท้องหย่อนในภายหลัง ผ้าอ้อมโดยมากจะฉีกเอาจากผ้าซิ่นเก่าของแม่ หม้อต่อมสำหรับน้ำปูเลย (ไพล และต้มยาต่างๆ มุ้ง และยาหอมยาดม ม้วนที่นอนไว้สำหรับให้แม่กำเดือนพิงเอนหลัง ตะเกียงน้ำมันก๊าด อู่ (เปล) ไม้ไผ่ ตะกรุด ป้องกันผี มหาหิงค์ ซึ่งเป็นยาป้องกันและรักษาท้องเด็ก



   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com