:: รายการ ::
:: ย้อนกลับ ::
:: ไปข้างหน้า ::
:: admin ::
 
   
     
     
ตำนานของชนเผ่า



ตำนานฝิ่น คำสาปที่โลกไม่ลืม

เล่าโดย...........ปอละ
แปลและเรียบเรียงโดย..............ปี่พอ

          นานมาแล้ว มีหญิงสาวนางหนึ่ง เมื่อตอนเป็นสาวแรกรุ่น เธอมีความรักเช่นเดียวกับเพื่อนๆ รุ่นราวเดียวกัน แต่เมื่อเวลา ผ่านไป เพื่อนๆ ทั้งหญิงชายได้แต่งงานมีครอบครัวกันจนหมดสิ้น ส่วนเธอโชคร้ายถูกแฟนหนุ่มนอกใจไปมีหญิงอื่น ต่อมาเธอมี คนรักใหม่รุ่นราวเดียวกับรุ่นน้อง จนรุ่นน้อง แต่งงานมีครอบครัวกันหมด ก็เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำ แฟนใหม่ของเธอนอกใจ ไปแต่งงานกับหญิงอื่น

          กระทั่งรุ่นน้องอีกรุ่นหนึ่งเติบโตเป็นหนุ่มสาว เธอก็มีแฟนคนใหม่อีก จนรุ่นน้องต่างก็ แต่งงานมีครอบครัวกันหมด ความรัก ของเธอดูเหมือนจะชอกช้ำอีกเช่นเดิม

          วันหนึ่งเธอรำพึงกับตัวเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า "ล่วงเลยมาถึงบัดนี้ฉันก็เริ่มแก่ แก่ลง ทุกที ฉันคงไม่มีเสน่ห์
ผู้คนมองไม่เห็นคุณงามความดี ขาดคนรักคนชอบ จะไม่ขอมีรักอีกต่อไป ถึงจะมีรักและได้แต่งงาน คงไม่มีลูกหลานสืบสกุล…
ฉันจะฆ่าตัวตาย… ฉันเลี้ยงหมูไว้สองตัว โตจนขนบนสันหลังของมันหงอก ไม่มีใครรักฉันหรอก ฉันเองก็เริ่มแก่ แม้ฉันจะ
มีแฟนคนปัจจุบัน แต่ก็รู้ว่าเขาไม่จริงจังกับฉันแน่ และฉันเองก็ไม่อยากคิดจะรักใครอีกต่อไป… ฉันจะฆ่าตัวตาย"

          บริเวณทางสามแยก เป็นที่หมายของเธอ แล้ววันนั้นก็มาถึง ก่อนที่เธอจะแขวนคอตายนั้น เธอได้อธิษฐานว่า"เกิดมาต่ำต้อย
ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเห็นความดี ฉันจะฆ่าตัวตายที่นี่ หลังจากฉันตายไปขอให้ฉันเกิดเป็นต้นไม้ ต้นไม้นี้ใครปลูกขอ
ให้ติดปลูก ใครกินขอให้ติดกิน ใครดมขอให้ติดดม ใครดูขอให้ติดดู ใครค้าขอให้ติดค้า คนตะวันตกรุมเข้ามา คนตะวันออกเข้ามาหา
คนอยู่ใต้ล่องขึ้นมา อยู่เหนือลงมาหา ผู้คนหลงใหล เศรษฐีคนรวยกินจนกระทั่งยากจน คนจนกินจนกระทั่ง ยากไร้ คนฉลาดกินจนโง่
คนโง่กินจนตาย"

          ขณะเธอกำลังอธิษฐานอยู่นั้นแฟนเก่าคนหนึ่งเข้ามาพบเข้า ได้แอบดูเธอตลอดเวลา ได้ยินคำสาปแช่งของเธอ ถึงแม้เขาจะ สำนึกได้ว่า เขาเคยเป็นคนรักของเธอ แต่ตอนนี้เธอกำลังจะฆ่าตัวตาย และเขาต้องการพิสูจน์ว่า คำสาปแช่งของเธอจะศักดิ์สิทธิ์ เพียงใด

          เธอยังคงสั่งเสียต่ออีกว่า "…ถ้าฉันตายไป ขอให้เผาด้วยมันหมูทั้งสองตัวที่ฉันเลี้ยงไว้" แล้วเธอก็แขวนคอตรงสามแยกนั้นเอง

          หลังจากเธอแขวนคอตาย ศพส่งกลิ่นเหม็นรัศมีไกลสามช่วงโคร้อง (ได้ยิน) เมื่อชาวบ้านทราบข่าวการตายของเธอ มีคนไปร่วม งานจำนวนมาก คนเหล่านั้นเข้าไปได้เพียงหนึ่งช่วงโคร้อง ก็ไม่อาจทนกลิ่นเหม็นได้ ส่วนหนึ่งถอยกลับไป

          ที่เหลือได้เดินทางต่อไป เมื่อเข้าไปได้สองช่วงทางโคร้อง ก็ไม่สามารถทนกลิ่นเหม็นได้จึงถอยกลับไปส่วนหนึ่ง คนที่เหลือ รวมทั้งชายแฟนเก่าของเธอ ตั้งใจไปให้ถึงที่หมาย ในที่สุดก็ไปถึงบริเวณสามแยกที่เธอฆ่าตัวตาย จึงประกอบพิธีเผาศพด้วย มันหมูของเธอ

          แฟนเก่าของเธอต้องการพิสูจน์ว่ามีความเป็นจริงแค่ไหน คำสาปนี้ศักดิ์สิทธิ์เพียงใด เขาจะพิสูจน์ถึงที่สุด

          หลังจากนั้นไม่นาน ปรากฎว่ามีพืชงอกออกมาตรงบริเวณที่เผาศพของเธอสองชนิด ชนิดหนึ่งงอกออกมาเพียงต้นเดียว (ภายหลังให้ชื่อว่า ญาซุ หรือ ยาสูบ) อีกชนิดหนึ่งมีสองต้นงอกขึ้นขนาบซ้ายขวา (ภายหลังให้ชื่อว่า ปี่ หรือ ฝิ่น) ต่อมาออกดอกสีแดง และสีขาวอย่างละต้น ต้นฝิ่นเจริญเติบโตกระทั่งผลิดอกออกผล เขาทดลองกรีดลงที่ผลปรากฏว่ามียางไหลออกมา ต่อมาได้เก็บเมล็ดไว้ และขยายปริมาณมากขึ้น

          เพียงต้องการพิสูจน์สิ่งที่ได้ยินมา หากใครมาขอกินจะไม่ให้ ดูสิผู้คนจะดิ้นรนแสวงหาเหมือนคำสาปแช่งนั้นหรือไม่



          วันเวลาผ่านไป คนใกล้ไกลรู้ว่าเขามีฝิ่น เมื่อได้เสพมันแล้วจะทำให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข ลดอาการเจ็บปวด กิตติศัพท์นี้ ยิ่งเพิ่มความอยากลิ้มลองชิมรส จึงมีผู้คนมาขอกินจากเขาเนืองๆ ทว่าเขาปฏิเสธคนเหล่านั้นทุกครั้งไป

          "เจ้าของฝิ่น ขอสูบฝิ่นเจ้าหน่อยสิ" ต่อมาเขาได้ชื่อว่าเจ้าของฝิ่น

          "ขอฝิ่นข้าหรือ.. เช่นนั้นแล้ว เจ้ามีเงินเท่าไหร่"

          "หนึ่งสลึง"

          "หากเจ้ามีเงินเพียงหนึ่งสลึง ข้าว่าอย่าไปกินของ(ฝิ่น)ข้าเลย ซื้อหาอย่างอื่นกินเถอะ ทำมาค้าขายเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย.. ถ้ากิน(สูบ) ของข้า เจ้าจะไม่พอกินตลอดชีวิต"

          "อย่างนั้นหรือ.."

          ชายคนนั้นกลับไปหาเพื่อนด้วยความผิดหวัง ครั้นกลับมาถึง เพื่อนๆ ต่างเข้าไปหาเขาด้วยความหวังจะได้สูบฝิ่น "นายไป ขอฝิ่นเขาได้หรือเปล่า"

          "ไม่ได้น่ะ" หนึ่งในกลุ่มนั้นเอ่ยกับเพื่อนๆ

          "คืนนี้ฉันจะไปขอให้ได้"

          "เออ ที่ว่าจะขอให้ได้น่ะ นายมีเงินเท่าไหร่"

          "มีสิ สองสลึง" เย็นวันนั้นเขาไปที่บ้านของเจ้าของฝิ่น

          "เจ้าของฝิ่น ขอกินฝิ่นหน่อยสิ"

          "ขอฝิ่นข้า มีเงินเท่าไหร่" เจ้าของฝิ่นใช้คำถามเดิม

          "มีเงินอยู่สองสลึง"

          "เอ.. ถ้ามีสองสลึงให้ทำอย่างอื่นเถอะ ถ้าเจ้ากินของ(ฝิ่น)ของข้า เจ้าจะไม่พอกินตลอดชีวิต" เจ้าของฝิ่นปฏิเสธเขาเหมือนคน ก่อนๆ

          "ไม่ให้เหรอ"

          "ข้าไม่ขายให้เจ้าหรอก"

          เมื่อกลับมาถึง คงสร้างความผิดหวังแก่เพื่อนๆ ที่มารอคอยเช่นเคย

          "เย็นนี้ฉันจะเอาให้ได้" อีกคนหนึ่งบอกกับเพื่อน แล้วเย็นวันนั้นเขาไปที่บ้านเจ้าของฝิ่น "เจ้าของฝิ่น ขอกินฝิ่นเจ้าหน่อยสิ"

          "ขอฝิ่นข้า เจ้ามีเงินเท่าไหร่"

          "มีหนึ่งบาท" เจ้าของฝิ่นยังคงปฏิเสธไม่ยอมขายให้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ตามเคย ทุกครั้ง ที่คนมาขอซื้อเจ้าของฝิ่นมักจะกล่าว ความเดิม

          "ถ้ามีเงินหนึ่งบาทให้เจ้าทำมาหากินอย่างอื่นเถอะ ไม่ต้องมากินกับข้าหรอก ถ้ากินของข้า เจ้าจะไม่พอกินตลอดชีวิต กลับไปเถอะ"

          ชายอีกคนหนึ่งไม่มีเงินแม้แต่สลึงเดียวแต่เขากลับกล้ากล่าวกับเพื่อนว่า "เย็นนี้ข้าจะขอให้ได้"

          "มีเงินเท่าไหร่ เพื่อนๆ ถามเขา

          "ไม่มี"

          "ไม่มีเงิน จะได้กินอย่างไร"

          "จะขอกินให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน" แล้วเขาก็ไปหาที่บ้านเจ้าของฝิ่น

          "เจ้าของฝิ่น ขอกินฝิ่นเจ้าหน่อยได้ไหม"

          เจ้าของฝิ่นถามชายคนนั้น "มีเงินเท่าไหร่ที่มาขอฝิ่นจากข้า"

          "ไม่มีสักบาท"

          "เอ๊ะ! ไม่มีเงิน.. จะมากินของของข้าได้ไง จะชดใช้เราอย่างไร"

          "อ้าว.. ก็ทำมาหากินสิ"

          "ทำอย่างไรเหรอ"

          "ทำอะไรก็ได้ ไม่ได้จริงๆ ก็ไปโกงเขา หรือขโมยของเขาสิ ไม่ก็ปล้นเขามา.."

          "ขโมยเขา ปล้นเขา…! ถ้าเขาฆ่าเจ้าล่ะ" เจ้าของฝิ่นถาม

          "เราก็ทำมันเหมือนกัน.. หากฆ่าฉันตายก็ไม่เป็นไรนี่"

          "จริงเหรอ ที่เจ้ากล่าว"

          "จริง" ชายผู้นั้นยืนกราน

          นับจากคนแรกที่มาขอ จนถึงบัดนี้เขาปฏิเสธไปทุกราย ทว่าผู้คนดิ้นรนไม่ละความพยายาม ที่จะได้สูบมัน กระทั่งมีคนกล้าหาญ กล้าเดิมพันด้วยชีวิต หรือเพราะ..คำสาปแช่งของเธอ ในที่สุดเขาก็มอบฝิ่นให้แก่ชายผู้นั้นเสพ…

ส่งท้าย :

          นิทาน - ตำนาน ที่กล่าวขานเล่าสืบต่อกันมาเป็นข้อคิดเตือนใจแก่ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ แต่ละเชื้อชาติภาษา แต่ละเผ่า พันธุ์อาจจะมีนิทานตำนานที่มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน อาจผิดแผกแตกต่างกันบ้าง แม้แต่ตำนานนิทานของชนเผ่าหนึ่งๆ อาจจะมี การเล่าที่มีอรรถรสต่างกันไป ด้วยระดับต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ที่ถ่ายทอด และผู้รับการถ่ายทอดคงรูปของมันได้มากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับตำนานเรื่องที่ท่านได้อ่านจบลงนี้ ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่แสดงภาพสะท้อน ข้อคิดแง่มุมแก่บุคคลที่สนใจเรื่องราวของ สิ่งเสพติด โดยเฉพาะยาเสพติดที่ต้นตอผลิตจาก ฝิ่น

          ยาเสพติด นับว่าเป็นปัญหาที่กำลังคุกคามคุณภาพชีวิตทั้งเด็ก เยาวชน และคนทุกชนชั้นอาชีพ สังคมได้ตระหนักถึงภัย ยาเสพติดเรื่อยมา จึงหาทางร่วมกันแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ทุ่มเททั้งกำลังกาย - ใจ และทุนทรัพย์นับจำนวนมหาศาล แต่ดูเหมือน ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไขอีกต่อไป

          การเปรียบเปรย ฝิ่น ดั่งหญิงงามที่ผู้ชายพบเห็นแล้ว เหมือนถูกมนต์เสน่ห์ จนเกิดความรัก และความรักความสัมพันธ์ ที่มีต่อเธอนั้นจะทำลายความเป็นตัวของตัวเองโดยสิ้นเชิง



คำถามที่ว่าทำไมเลิกเสพยาก

          ผู้เสพท่านหนึ่งกล่าวว่า ขวัญของมัน (ฝิ่น) คือ หญิงสาว ดังนั้นเหมือนเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของเขา เขาพยายามต่างต่างนานา เพื่อได้เสพในยามที่กระหาย แม้ยามเจ็บไข้ไม่สบาย ไม้เว้นแม้กระทั่งฝนตก แดดจ้า กลางวันกลางคืน อดอยากแร้นแค้นขัดสน เงินทองเพียงใด เขาจะเสาะแสวงหามัน แลกมันด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน เพื่อให้ได้มาเสพ

          เวลาที่ต้องการเสพมัน เหมือนคนสิ้นสติ ไม่คิดห่วงลูกเมีย เขาพร้อมที่จะกระทำทุกอย่าง หากแลกมันมาได้ มันเป็นภรรยา ที่ไร้ชีวิต ทว่าเหี้ยมโหดดุจฆาตกร มันพอใจที่เห็นคนดิ้นรน ทุกข์ทรมานเพื่อมัน มันรู้ดีว่า วันหนึ่งต้องตาย หากแต่..ไม่อาจลืมมันได้.. ทำไม…

หมายเหตุ :

          ญาซุ หรือ ยาสูบ

          ยาสูบที่งอกออกมานั้น เชื่อว่าเกิดตรงบริเวณอวัยวะเพศของเธอ ดังสังเกตจากลักษณะการเสพไม่ว่าด้วยวิธี อม สูบ ผู้เสพมักจะ ถ่มน้ำลายทิ้ง แสดงถึงความรังเกียจ

          ปี่ หรือ ฝิ่น

          เชื่อว่า ต้นฝิ่นสองต้นนั้นเกิดตรงบริเวณทรวงอกของเธอ ลักษณะการเสพที่แสดงออกมา ผู้เสพฝิ่นเกิดอาการเคลิบเคลิ้ม เยือกเย็นมีความสุข ดั่งทารกที่กำลังดื่มด่ำกับน้ำนมมารดา

ตำนานเรื่องฝิ่นของเผ่าม้ง



          นานมาแล้วมีหมู่บ้านม้งแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนดอยที่ห่างไกล ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเวลาหลายวัน ชาวบ้านจึงได้ปรึกษากันว่า จะย้ายไปตั้งบ้านเรือนในที่ที่สะดวกต่อการติดต่อซื้อขาย มากขึ้น แต่มีครอบครัวหนึ่งไม่สามารถจะย้ายไปได้ เพราะสามีกำลังป่วยหนัก จึงต้องอยู่ตามลำพังแต่เพียงครอบครัวเดียว เมื่อสามีหายป่วยไม่นาน ภรรยาก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวชื่อ “ยิ้ง” (แปลว่า ฝิ่น) ต่อมาพอโต เป็นสาว ก็มีชายหนุ่ม 3 คน เดินทางผ่านมาขอพักอาศัยอยู่ด้วย สาวยิ้งเพิ่งได้พบชายหนุ่มก็เกิดหลงรักและคิดจะแต่งงานด้วย จึงไป บอกพ่อแม่ แต่พ่อแม่บอกว่าขอให้รอจนกว่าชายเหล่านั้นจะอพยพมาอยู่ที่นี่ด้วยกันเสียก่อน เพราะคิดว่าหากชายหนุ่ม ไม่ได้รักใคร่ จริงจังแล้วลูกสาวของตนก็จะต้องเสียใจ ดังนั้นพ่อแม่ของสาวยิ้งจึงบอกชายหนุ่ม ให้รีบไปจัดการโยกย้ายมาอยู่ที่นี่โดยเร็ว และให้รีบ ออกเดินทางไปในคืนนั้นเลย รุ่งเช้าสาวยิ้งรู้ว่าชายหนุ่มทั้งสามออกเดินทางไปแล้วก็เสียใจมากได้แต่เฝ้าคอย จนกระทั่งวันหนึ่ง สาวยิ้ง หลอกพ่อแม่ว่าจะออกไปอุจจาระ แต่แท้ที่จริงได้ตัดสินใจว่าจะตามชายหนุ่มทั้งสามคนนั้นไป โดยที่ไม่มีเสบียงติดตัวไปด้วย เลย ในที่สุด ก็หมดแรงสิ้นใจตาย ก่อนจะสิ้นใจสาวยิ้งได้สาปแช่งด้วยความโกรธว่า “ตัวฉันเกิดมาแล้วไม่มีใครชอบจริงจัง ต้องวิ่ง ตามผู้ชายจนตัวตาย ฉันขอเกิดเป็นยาที่เมื่อใครได้กินแล้วจะติดและเมาจนต้อง ไขว่คว้าฉัน”

          พอนางตายก็มีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งเดินทางมาพบเข้า และได้จัดการฝังศพนาง โดยนำไปฝังไว้อย่างเรียบร้อย และทุกครั้งที่ เดินทางผ่านมาก็จะเคารพเซ่นไหว้นาง เมื่อถึงหน้าหนาวพ่อค้าจีนก็พบว่ามีต้นไม้อ่อน 2 ต้นงอกขึ้นมาบริเวณที่ฝังศพ ตรงที่เป็นนม ของนาง พ่อค้าจีนไม่เคยพบเห็นต้นไม้ชนิดนี้มาก่อนเลย ต้นไม้นี้ออกดอกสวยงามมาก พอดมดูก็ไม่หอม ต่อมาพ่อค้าก็พบว่ากลีบ ดอกไม้ได้ร่วงไปเหลือแต่ฝัก พอเอามือไปสะกิดก็มีน้ำสีขาวข้นไหลออกมาเหมือนน้ำนม เมื่อลองชิมดูก็รู้ว่ามีรสขมและสักพักหนึ่ง ก็เมาหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมารู้สึกสบายหายปวดเมื่อยต่างๆ จึงลองให้บริวารคนอื่นๆ ทดลองดูบ้าง พ่อค้าเฝ้ารอให้เมล็ดของมันแก่ และนำเมล็ดพันธุ์นี้มาให้ชาวม้งทดลองปลูกบนดอย เพราะเมื่อปลูกที่พื้นราบนั้นฝักไม่ใหญ่เท่าที่ควร พอชาวม้งปลูกแล้วได้ผลดี และเก็บน้ำนมที่ไหลออกมาเอาไว้ พ่อค้าก็นำข้าวของมาแลกกับชาวม้ง เพื่อนำน้ำนมนี้ไปรักษา คนป่วย ส่วนชาวม้งก็นำมาสูบกัน เปรียบเสมือนได้ดื่มนมของสาวยิ้ง ทำให้เมาติดและเลิกไม่ได้ ต้องพยายามหามาสูบดังคำสาปที่นางทิ้งไว้ก่อนตาย



(รัตนาภรณ์ อัตธรรมรัตน์, วิเคราะห์นิทานพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าม้ง. ปริญญานิพนธ์เสนอต่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, กรกฎาคม 2532, หน้า 56)

ตำนานเรื่องฝิ่นของชาวอาข่า



          ชาวอาข่ามีตำนานเรื่องกำเนิดของฝิ่นว่า มีหญิงสาวนางหนึ่ง เธอสวยมากจนเป็นที่รักใคร่ใหลหลงของหนุ่มๆ มากมาย ที่เดินทางมาจากทุกสารทิศ เพื่อมาเกี้ยวพาราสีเธอ และปรากฎว่า มีหนุ่มถึงเจ็ดคนเป็นที่รักของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งเจ็ดบังเอิญมาพบกันที่บ้านของเธอ เธอรักเขาทุกคน แต่เธอควรเลือกชายเพียงคนเดียว ซึ่งจะทำให้อีกหกคนต้องขมขื่นและขัดแย้งกัน ก่อนตายเธอขอร้องให้คนรักทุกคนช่วยดูแลหลุมฝังศพของเธอด้วย แล้วเธอจะส่งดอกไม้แสนสวยที่ปลูกด้วยหัวใจมาให้ทุกคน ใครก็ตามที่ได้ลิ้มรสผลของดอกไม้นี้ ย่อมจะติดใจ และเธอได้เตือนพวกเขาให้ระวังถึงผลดีและผลร้ายของผลไม้เหล่านี้

(หมื่อเญ่อ อาโจโผะ, อาณาจักรที่ไร้ขอบเขต, จดหมายข่าวชีวิตบนดอย ปีที่ 2 ฉบับที่ 3, ม.ค.-มี.ค. 2533, หน้า 25)

หญิงปาดองกับห่วงคอทองคำ

ตำนาน

          ตามตำนานเล่าว่า ในสมัยก่อนชาวปาดองเป็นชนเผ่าที่มีฐานะร่ำรวย ผู้หญิงมักมีนิสัยฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ทำให้พระเจ้าพิโรธ และส่งเสือมากัดผู้หญิง พวกผู้ชายจึงไปปรึกษากับผู้มีความรู้เพื่อหาทางป้องกัน และได้ประดิษฐ์ห่วงคอทองคำใส่ไว้มิให้เสือกัด ต่อมาจึงเกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ ผู้หญิงจะต้องสวมใส่ห่วงที่คอ แต่เมื่อทองคำหายากมากขึ้น จึงใช้ห่วงทองเหลืองแทน

          บางตำนานเล่าว่ากษัตริย์ในสมัยโบราณของชาวปาดองได้ใช้ทองคำเป็นห่วงคล้องคอราชธิดาในยามที่อพยพหลบหนีภัยสงคราม



พิธีกรรมการสวมห่วงคอ

          หญิงปาดองนิยมสวมผ้าถุงสีดำ สวมเสื้อสีสว่าง ปกปิดร่างกายตั้งแต่ไหล่ถึงเอว ที่คอ แขน ขา และข้อเท้า ประดับด้วยห่วงทอง เหลือง บางครั้งรวมไปถึงที่ท้องน้อยด้วย เด็กหญิงจะเริ่มสวมใส่เครื่องประดับดังกล่าวนี้ตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบ โดยจะเริ่มพิธีกรรม ยืดคอให้ยาวในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งจะมีหมอผีเป็นผู้ตรวจดูฤกษ์ยามด้วยการฆ่าไก่ และใช้กระดูกไก่เป็นเครื่องเสี่ยงทาย จากนั้น จึง เชิญพ่อแม่และญาติมิตรมาร่วมพิธีกรรมด้วย เด็กหญิงจะถูกกำหนดให้นั่งอยู่หน้ากระท่อมที่พัก โดยผู้เป็นแม่เตรียมห่วง ไว้ให้หมอผี เป็นผู้สวม เรื่องประดับวงแรกมีความกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร แรกๆ เด็กหญิงจะรู้สึกลำบากในการนอนและกินอาหาร

          นอกจากที่คอแล้ว บางครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย จะใส่ห่วงที่ขาให้ด้วย ต่อมาอีก 2 ปี จึงเพิ่มจำนวนห่วงเข้าไปอีก โดยหมอผีจะ เป็นผู้ถอดห่วงอันแรกออก และนวดคอให้นิ่มด้วยขี้ผึ้ง ที่ทำมาจากไขมันสุนัข นมผึ้ง และกะทิมะพร้าว จากนั้นจึงสวมห่วงอันใหม่ เข้าไป

          เมื่อโตเป็นสาว พิธีกรรมการเปลี่ยนห่วงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะลำคอจะยืดออกประมาณ 20 เซนติเมตร ในการทำพิธีหมอผี จะเป็นผู้ถอดห่วงอันเดิมออก และสวมอันใหม่เข้าไป โดยมีมารดาช่วยพยุงลำคอลูกสาว เนื่องจากกล้ามเนื้อยืดออกไปมาก และคอเริ่ม ตั้งตรงไม่ได้เมื่อปราศจากห่วง

   
สงวนลิขสิทธิ์ 2547 โดย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
239 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
Social Research Institute Chiang Mai University© All Rights Reserved

contact webmaster : webmaster@maeyinglanna.com