Home

แหล่งท่องเที่ยวอำเภอดอยหล่อ

วัดสิริมังคลาจารย์

ประวัติวัดสิริมังคลาจารย์ เดิมชื่อว่า วัดปากทางเจริญ สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2509 โดยมีท่านปลัดทอง สิริมงคโล(ตำแหน่งในขณะนั้น) ปัจจุบันได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่พระราชพรหมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้างและได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ คณะข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ของท่านเจ้าคุณอาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงคดล)พร้อมใจกันก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัยและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านปากทางเจริญ

ตามประวัติความเป็นมาสืบเนื่องมาจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ทำให้พื้นที่บริเวณเหนือเขื่อนถูกนำท่วมจากการเก็บกักนำไว้ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นตลอดจนวัดวาอารามต่างๆที่ถูกนำท่วม จำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ไปยังที่ต่างๆ เช่นไปอยู่ที่นิคมสร้างตนเอง อำเภอดอยเต่า ณ ที่นี้มีการก่อสร้างวัดที่อพยพมาจากการถูกนำท่วม เป็นจำนวน 12 วัด โดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์ เป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้าง เมื่อปีพุทธศักราช 2507 นอกจากนี้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็ได้อพยพมาอยู่ที่บ้านปากทางเจริญ กิ่งอำเภอดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีวัดอยู่ในหมู่บ้าน เวลามีงานทำบุญหรืองานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ชาวบ้านต้องเดินทางไปทำบุญยังวัดที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาเป็นหลักและยังขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวบ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันและพากันไปกราบเรียนปรึกษาท่านเจ้าอาจารย์(ในขณะนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์มีตำแหน่งเป็นรอง เจ้าคณะอำเภอฮอด)และขอให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ไปดูสถานที่ก่อสร้างวัดเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัยให้มั่นคงสืบต่อไป ด้วยความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของท่านเจ้าอาจารย์จึงได้รับเป็นองค์ประธานดำเนินการก่อสร้างวัดนี้ขึ้นมาเมื่อปีพุทธศักราช 2509

ต่อมาท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มีโอกาสไปสักการะสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดียและได้อัญเชิญหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์มาจากพุทธคยา เพื่อนำมาปลูกไว้ที่วัดแห่งนี้สำหรับเป็นที่สักการะบูชาของเหล่าศาสนิกชนทั้งหลาย ที่ต้องการความเป็นสิริมงคลและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธาเจ้าซึงพระองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ที่อัญเชิญมาปลูกเป็นหน่อที่งอกออกมาจากต้นเดียวกัน ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาที่ไม่มีโอกาสไปกราบไหว้ถึงพุทธคยาก็สามารถมาสักการะบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ ณ ที่นี้ จึงนับว่าเป็นบุญของประชาชนแผ่นดินล้านนาไทย อันเป็นนิมิตหมายว่าพระพุทธศานาจะเจริญมั่นคงสืบไปถึง 5,000 ปี บนผืนแผ่นดินนี้ ยิ่งกว่านั้นความปลาบปลื้มใจที่อยู่ในความทรงจำของชาวเชียงใหม่ตลอดมาก็คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 3 เดือนธันวาคม พุทธศักราช 2501 พร้อมทั้งทรงอธิษฐานที่จะให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ฝังรากลึกลงในพื้นที่แผ่นดินและเจริญงอกงามขึ้นมาอย่างมั่นคง เสมือนหนึ่งทรงขอให้พระสัทธรรรมในพระพุทธศาสนาฝังรากลึกและเจริญงอกงามอยู่ในจิตใจของหมู่มนุษย์ทั้งหลายตลอดไป ด้วยคำอธิษฐานอันบริสุทธิ์จิตของพระองค์ จึงทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เจริญงอกงามแตกกิ่งออกมาถึง 10 กิ่ง จากเดิมมีอยู่เพียงกิ่งเดียว แสดงให้เห็นว่าคำอธิษฐานของพระองค์จะต้องเป็นความเป็นจริงอย่างแน่นอน นอกจากนี้ในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนียังทรงวางศิลาฤกษ์พระธาตุเจดีย์และทรงพระราชทานนามวัดว่า "วัดสิริมังคลาจารย์"

สาเหตุที่ทรงพระราชทานนามวัดในครั้งนี้ เนื่องจากคณะสงฆ์และคณะศรัทธาทั้งหลายเห็นว่าวัดนี้ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ เดิมเรียกว่าวัดปากทางเจริญตามชื่อหมู่บ้านจึงได้ประชุมปรึกษาหารือโดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นประธานและพร้อมใจกันกราบบังคมทูลให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทรงเลือก 2 ชื่อ คือ

1. ศรีสังวรารามเพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมายนับอเนกอนันต์

2. สิริมังคลาจารย์เพื่อเป็นเกียรติแก่พระสิริมังคลาจารย์ พระมหาเถระนักปราชญ์แห่งล้านนาไทย ผู้แต่งคัมภีร์จักวาฬทีปนีซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวางด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จ

พระศรีนครินทราบริมราชชนนี ที่ทรงตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพระพุทธศาสนา จึงทรงเลือกพระราชทานนามวัดว่า "วัดสิริมังคลาจารย์"

เพื่อเป้นอนุสรณ์แก่พระมหาเถระนักปราชญ์แห่งล้านนาไทยแสดงถึงพระราชหฤทัยอันงดงามที่พร้อมจะเสียสละเพื่อส่วนรวมตลอดเวลาโดยมิได้นึกถึงพระองคืแต่อย่างใด

ในการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ก่อให้เกิดความปลื้มปิติซาบซึ่งใจแก่พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึงวัด ก็ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปที่ท่านพระปลัดทอง สิริมงคโล(ตำแหน่งในขณะนั้น) ปัจจุบัน คือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ ดร.พระราชพรหมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหารและได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับท่านคุณอาจารย์ "ขอฝากพระพุทธศาสนากับพระคุณเจ้าด้วย" เสมือนหนึ่งเป็นเป็นนิมิต หมายบอกว่า ขอให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นหลักชัยของพระพุทธศาสนาตลอดไป และเมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีล้วนเป็นความทุกประการ ดังจะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ทุ่มเททั้งกำลังกายกำลังใจเพื่อทำนุบำรุงและ เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงในทุกๆด้านด้วยความเสียสละและอดทนต่ออุปสรรคต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อ ดังปรากฏผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนาทั้งในด้านปริยัติและการปฏิบัติวิปัสสนากรรมบาน การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับภาษาล้านนา ฉบับภาษาบาลีล้านนาและรวบรวมพระไตรปิฎกภาษาต่างๆทั่วโลก เก็บรักษาไว้ที่หอพระไตรปิฎกวัดรำเปิง (ตโปทาราม) การก่อสร้างวัดวาอารามและสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มากกว่า 50 สำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในด้านการเผยแพร่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อพัฒนาจิตของมวลมนุษย์ทั้งหลายนั้น ได้รับการยอมรับและยกย่องสรรเสริญอย่างกว้างขวางทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญานของสมเด็จนครินทราบรมาราชชนนี ที่ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล จึงทรงเลือกที่จะฝากพระพุทธศาสนาไว้กับท่านเจ้าคุณอาจารย์ทั้งๆที่ขณะนั้นท่านเจ้าคุณอาจารย์มีตำแหน่งเป็นพระปลัดทอง สิริมงคโล เท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมาท่านเจ้าคุณท่านอาจารย์ได้นึกถึงพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีทรงมีพระราฃปฎิสันถารในวันนั้นอยู่เสมอ เสมือนหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้มุ่งมั่นทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานในพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านาเจ้าคุณอาจารยืได้มุ่งมั่นเททั้งชีวิตให้กับงานในพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงมีความคิดว่าควรที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ไว้ที่วัดสิริมังคลาจารย์แห่งนี้ จึงเป็นที่มาของศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์(พิพิธิภัณฑ์สมเด็จย่า)เริ่มก่อสร้างเมื่อพระพุทธศักราช2542 โดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นองค์ประธานอุปถัมภ์การก่อสร้าง ใช้งบประมาณจำนวน 6,389,000 บาท

ด้วยความร่วมมือจากคณะสงฆ์ คณะศรัทธา คณะศิษยานุศิษย์ของท่านเจ้าคุณอาจารย์ร่วมกันบริจาค ปัจจุบันการก่อสร้างได้ดำเนินการจนเสร็จเรียบร้อยแล้วอย่างสวยงามและได้รับประมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญอักษรพระนามาภิไธย ส.ว.ประดิษฐานที่หน้าบ้านศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์(พิพิธภัณฑ์สมเด็จย่า)นอกาจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสา           ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดป้ายศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครรินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์ ในวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 ประชาชนชาวเชียงใหม่รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ส่วนชั้นล่างจัดทำเป็นห้องสมุดสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้บริการความรู้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะเหตุที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดสิรมังคลาจารย์ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2510 เพื่อทรงผลูกต้นศรีมหาโพธิ์ทรงวางศิลาฤกษ์องค์เจดีย์ และทรงพระราชทานนามวัดว่าสิริมังคลาจารย์ คณะสงฆ์ คณะศรัทธา และชาวบ้านสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ จึงมีความประสงค์ที่จะจัดสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประดิษฐานไว้ ณ ศาลาจตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้สักการบูชา รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ณ วัดสิริมังคลาจารย์แห่งนี้ ถึงแม้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตแล้ว แต่พระรูปของพระองค์จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พระองค์ยังทรงพระชนมือยู่ในใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตลอดกาลนิรันดร์ไม่มีวันเสื่อมคลาย และเนื่องในวาระอันเป็นมิ่งมงคลที่พระบทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญพระชนมายุ 72 พรรษาในปีพุทธศักราช 2542 การจัดสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไว้สักการบูชา จึงเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดีน้อมเกล้าฯ ถวายในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษาด้วย การสร้างพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในครั้งนี้ ใช้งบประมาณจำนวน 550,000 บาทซึ่งเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคโดยมีท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นองค์ประธานในการจัดสร้างมีขนาดเท่าพรองค์จริง ประทับพระเก้าอี้ฉลองพรองค์ในชุดลำลองวัสดุที่ใช้สร้างเป็นทองเหลืองรมดำ ประติมากรปั้นคืออาจารย์วสันต์ ฮารีเมาจากวิทยาลัยศิลปะ สถาบันศิลปกรรม กรมศิลปากร และในวันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ทรงเททองหล่อพระรูปสมเด็จพระศรีนครานทราบรมราชชนนี ณ วัดสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ยังความปลาบปลื้มปิติมาสู่ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

บุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างวัดสิริมังคลาจารย์อีกท่านหนึ่ง คือ คุณแม่ชีกิ่งแก้ว รัตนญาณี (สิงห์สกุล) คุณแม่ชีกิ่งแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน พุทธศักราช 2470 เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2543 รวมสิริอายุ 73 ปี ตลอดชีวิตของคุณแม่ชีอุทิศให้กับงานในพระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้าย คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจนวาระสุดท้าย คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นผู้ที่มีความเลื่อมในศรัทธาในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คุณแม่บวชชีตั้งแต่อายุ 13 ปี และปฏิบัติธรรมเรื่อยมาจนกระทั่งมาเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอาจารย์ (พระอาจารย์ทอง              สิริมงคโล) ได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นเวลาหลายปี ด้วยบุญญาบารมีคุณแม่ชีกิ่งแก้วปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือคนทุกข์คนยากที่เดือดร้อนเนื้อร้อนใจเสมอมา ทำให้คุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นที่รู้จักและเคารพรักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงได้มอบหมายให้คุณแม่ชีกิ่งแก้วมาเป็นหลักนากรเผยแพร่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2510 เป็นต้นมาด้วยคุณงามความดี และยึดมั่นอยู่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับคุณแม่ชีกิ่งแก้วเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งสถานที่ปฏิบัติธรรมทั้งหลายสืบต่อไป ปละยังร่วมมือร่วมกันบริจาคเงินด้วยความสามัคคีอย่างดียิ่ง เพื่อมีส่วนร่วมในสิ่งปลุกสร้างภายในวัดอีกหลายอย่าง อาทิเช่น พระธาตุเจดีย์ พระวิหาร พระอุโบสถ ศาลาบำเพ็ญบุญ โรงฉันท์ หอระฆังเป็นต้น โดยมีคุณแม่ชีกิ่งแก้ว รัตนญาณี เป็นศูนย์รวมศรัทธาให้กับพุทธศาสนิกชนผู้มีใจเป็นบุญเป็นกุศลโดยทั่วไป

 

ปัจจุบันวัดสิริมังคลาจารย์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 33 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 13 บ้านสิริมังคลาจารย์ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ฐานะของวัดเป็นวัดราษฎร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวัด ตั้งแต่พุทธศักราช 2482 เนื่องจากเมื่อเริ่มก่อสร้างวัดในปีพุทธศักราช 2509 นั้น พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ ดร.พระราชพรหมาจารย์(พระอาจารย์ทอง สิริมงคโล)ได้เลือกสถานที่ก่อสร้างวัด ปรากฏว่าสถานที่ก่อสร้างวัดสิริมังคลาจารย์นี้เป็นสถานที่วัดเก่าตกสำรวจที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482 โดยมีหลักฐานรับรองจากเจ้าคณะปกครองฝ่ายสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ดังนั้นกรมการศาสนาจึงได้นำวัดสิริมังคลาจารย์ขึ้นทะเบียนวัดโดยให้กลักฐานการตั้งวัดตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482

วัดสิริมังคลาจารย์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่9 กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2516 ปัจจุบันมีถาวรวัตถุเสนาสนะอันมั่นคง ประกอบด้วย พระวิหาร พระอุโบสถ พระเจดีย์ ศาลาบำเพ็ยบุญ โรงฉันท์ของพระภิกษุสงฆ์ หอสงฆ์น้ำพระธาตุ กุฏิพระสงฆ์ 7 หลัง ศาลาจัตุรมุขสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีอนุสรณ์ (พิพิธภัณฑ์สมเด็จย่า)มีภิกษุอยู่จำพรรษาตลอดมา ดังปรากฏรายนามเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2482 จนถึงปัจจุบันดังนี้

1. พระบุญลือ นรินโท พ.ศ.2482-2500

2. พระดวงจันทร์(ไม่ทราบฉายานาม) พ.ศ.2501-2520

3. พระอธิการทองสุข จนทโชโต พ.ศ.2521-2529

4. พระบุญส่ง(ไม่ทราบฉายา) พ.ศ.2530-2531

5. พระสุเทพ สุเทโว พ.ศ.2532-2533

6. พระอธิการบุญหลั่น ถิรจิตโต พ.ศ.2534-2536

7. พระครูใบฏีกาสุพจน์ จนทสโร พ.ศ.2537-2545

8. พระประทวน อภโย พ.ศ.2546-ปัจจุบัน

(ที่มา : http://www.doilor.org/travel.php?id=71)

 

วัดม่อนห้วยแก้ว

วัดม่อนห้วยแก้วแหล่งการเรียนรู้ชุมชน

 

อุทยานแห่งชาติแม่วาง

อุทยานแห่งชาติแม่วางครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแจ่ม ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ขาน-แม่วาง และป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทอง อยู่ในเขตอำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง อำเภอจอมทอง กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 90,000 ไร่ หรือ 144 ตารางกิโลเมตร ปกคลุมด้วยป่าไม้ชนิดต่างๆ คือ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าเต็งรังผสม ป่าดิบเขา และป่าสนเขา สัตว์ที่พบเห็นได้แก่ สัตว์จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ นก สัตว์น้ำ และผีเสื้อกลางวันๆ

อุทยานแห่งชาติออบขาน ได้มีหนังสือที่ กษ 0712.407/119 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2544 รายงานว่า พื้นที่รอบๆ อุทยานแห่งชาติออบขานและพื้นที่ใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 4 ป่า คือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ขาน-แม่วาง อำเภอแม่วาง ป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทอง อำเภอจอมทอง ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม อำเภอแม่แจ่ม และป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง อำเภอสะเมิง มีสภาพป่าสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เห็นสมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ปฏิบัติงานประจำอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ไปดำเนินการสำรวจเบื้องต้นพื้นที่ดังกล่าว และกรมป่าไม้ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่ทำการสำรวจว่า พื้นที่ที่สมควรอนุรักษ์และจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ อยู่ในท้องที่ตำบลแม่นาจร ตำบลแม่แดดน้อย และตำบลแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง ตำบลสันติสุข ตำบลยางคราม และตำบลดอยหล่อ กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ขาน-แม่วาง และป่าสงวนแห่งชาติป่าจอมทอง (ที่มา : http://www.doilor.org/travel.php?id=69)

 

วัดพระธาตุดอยน้อย

 

ประวัติและตำนาน วัดพระธาตุดอยน้อย

วัดพระธาตุดอยน้อย ตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่ง ทางทิศตะวันออก ของถนนสายเชียงใหม่ – ฮอด ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 44 ก.ม. ตรงข้ามสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาจอมทอง จะมีทางแยกเข้าไปถึงยอดดอยห่างจากถนนใหญ่ ประมาณ 1,500 เมตร บนยอดดอยนั้นก็เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า พระนางจามเทวีได้ทรงสร้างขึ้น เมื่อครั้งที่เสด็จมาครองเมืองลำพูนตามคำเชิญของสุเทวฤาษีประมาณ ปี พ.ศ.1201 เมื่อนับมาถึงกระทั่งปัจจุบันนี้ (พ.ศ.2548) วัดพระธาตุดอยน้อยนี้ ก็สร้างมาแล้ว 1347 ปี

 

สถานที่ตั้งและอาณาเขต

วัดพระธาตุดอยน้อย มีพื้นที่ทั้งสิ้น ประมาณ 134 ไร่ 3 งาน 7 ตารางวา

ทิศตะวันตกและตะวันออก ยาวประมาณ 13 เส้น

ทิศเหนือและทิศใต้ ยาวประมาณ 7 เส้น

ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับที่นา

ทิศตะวันออก ติดกับลำน้ำแม่ปิง

 

 

ตำนานแห่งพระธาตุดอยน้อย

ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติการสร้างพระเจดีย์ ที่วัดพระธาตุดอยน้อยนั้น ก็ขอท้าวความถึงประวัติความเป็นมาของพระนางจามเทวี ถึงสาเหตุที่มาสร้างวัดดอยน้อยนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก จึงขอตัดเอาประวัติพระนางจามเทวี เฉพาะทรงอำลาเจ้าพระยาผู้เป็นพระราชบิดา แล้วออกเดินทาง ๆ เรือมาตามลำน้ำปิงเท่านั้น ถ้าให้ลำดับแต่กำเนิดมานั้นก็จะเกินความต้องการของผู้อ่าน เมื่อท่านพระฤาษีได้ทรงสร้างนครหริภุญชัย (ลำพูน) เสร็จแล้ว ท่านพระฤาษีทั้งสองก็ได้ไปปรึกษากันเพื่อคัดเลือกหาผู้จะมาเป็นใหญ่มาปกครองอาณาประชาราษฎร์ในนครหริภุญชัยนี้ จึงได้ไปขอพระราชธิดาของพระเจ้าละโว้มหาราช (ลพบุรี) มีพระนามว่า จามเทวี มาปกครองนครหริภุญชัย เมื่อพระเจ้าละโว้มหาราชได้ทราบจากพระฤาษี ก็ได้ให้พระราชธิดาจามเทวีทรงตัดสินพระทัยแล้ว พระนางจามเทวีจึงได้เสด็จขึ้นไปกราบทูลลาพระเจ้าละโว้มหาราช กราบทูลขอพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลให้มีความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองในภายหน้าด้วยว่า “ข้าแต่พระราชบิดาเป็นเจ้า พระองค์มีความประสงค์ให้ข้าน้อยไปเป็นนางพญาอยู่เสวยราชสมบัติ อยู่ในพระนครหนขุนน้ำโพ้นแท้ ข้าน้อยขอรับพระราชทานไปตามพระประสงค์ของพระราชบิดาในครั้งนี้ ด้วยความพอใจของลูกเป็นอย่างยิ่งหาที่สุดมิได้”

แต่ทว่า ข้าน้อยขอกราบพระราชทูลขอเอาสิ่งที่เป็นสิริมงคลไปด้วย เพื่อประกอบกิจให้เป็นประโยชน์ในภายหน้าเป็นต้นว่า

(1) ข้าน้อยขอพระมหาเถระที่ทรงปิฎก ประมาณ 500 องค์

(2) หมู่ผ้าขาวทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล 500 คน

(3) บัณฑิต 500 คน

(4) หมู่ช่างสลัก 500 คน

(5) ช่างแก้วแหวน 500 คน

(6) พ่อเลี้ยง 500 คน

(7) แม่เลี้ยง 500 คน

(8) หมู่หมอโหรา 500 คน

(9) หมอยา 500 คน

(10) ช่างเงิน 500 คน

(11) ช่างทอง 500 คน

(12) ช่างเหล็ก 500 คน

(13) ช่างเขียน 500 คน

(14) หมู่ช่างทั้งหลายต่าง ๆ 500 คน

(15) พ่อเวียก (การงานหัวหน้าฝ่ายโยธา) ทั้งหลาย 500 คน

 

เพื่อให้สำเร็จทั้งภายในและภายนอกอย่างแท้จริง พระยาละโว้มหาราช จึงจัดทุกสิ่งให้ตามความประสงค์ของพระนางจามเทวีทุกประการ

เมื่อพระสุกกทันตเทวฤาษี นายคะวะยะไปแล้ว พระนางจามเทวีเข้าไปสั่งอำลาพระยา แล้วก็นิมนต์พระมหาเถระเจ้าจำนวน 500 รูป และชาวช่างทั้งหลาย อย่างละ 500 คน ลงเรือบัวรมวลแล้ว เมื่อถึงเดือน 12 แรม 8 ค่ำ วันอังคารของไทย เต่าสง้าติถี 23 ตัว นาทีติถี 14 พระจันทร์จรณะเสด็จเข้าเที่ยวเทียมนักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน 6 ชื่ออาฒเทวดา ปรากฎในเมถุนวาโยราคีนาทีฤกษ์ 24 ตัว ยามตูดจ้าย พระนางเทวีมีบริวารอันมาก ก็ยาตราขึ้นมาตามกระแสน้ำแม่ระมิงค์ อันมีเจ้าสุกกทันตฤาษี นายคะวะยะ

หากมาแล้วก่อนนาแลยักษ์ทั้งหลาย 1,000 ตน มีเทโดยักษ์เป็นประธาน หากมาตามรักษา นางก็ขึ้นมาตั้งเมืองหนึ่งชื่อพระบาง แล้วขึ้นมาตั้งเมืองคนชิก เมืองปุรรัฎฐะ เมืองมุราณ เมืองเทพบุรี เมืองบางพละ เมืองราเสียด แล้วขึ้นมาถึงที่แห่งหนึ่งเป็นหาดเชี่ยวนักแห่งนั้นชื่อว่า “หาดเชี่ยว” แล้วมาถึงที่หนึ่งผ้าเปียกชุ่มด้วยน้ำ นางว่าแม่เลี้ยงทั้งหลายเอาผ้าออกตากเสียให้แห้งนั้นแล้ว นางก็ตั้งเมืองนั้นให้ชื่อว่า “เมืองตากแห้ง” (ปัจจุบัน จ.ตาก) แล้วขึ้นมาที่หนึ่ง รี้พลโยธาทั้งหลาย เป็นเอาเหงาหอดหิวนักจึงหื้อยั้งพักอยู่ แลพิจารณาในท้องแห่งกูนี้ (คือ ครรภ์) จักเป็นฉันในวาจาอั้น ส่วนว่ารัศมีพระอาทิตย์ อันรวมด้วยรัศมีน้ำต้องตนนางและไปต้องท้องดอยนั้น ปรากฎว่าเป็นรูปคนสามคน คือว่ารูปแห่งนางและลูกแห่งนางอันมียังในท้อง 2 คน นางก็มีใจชื่นชมยินดียิ่งนัก ที่นั้นได้ชื่อว่า “สามเงา” หั้นแล นางขึ้นมาถึงเกาะอันหนึ่งแล้ว นางก็ได้อาบน้ำทาขมิ้น ที่นั้นได้ชื่อว่า “เกาะขมิ้น” และถัดมานั้นนางได้มาถึงระหว่างดอยที่สุดแห่งแก่งทั้งหลาย ก็ได้มีหญิงผู้หนึ่งอันขึ้นมาด้วยกับนางก็มาเสียชีวิตเสียที่นั้น นางก็ได้เลิกซากส่งสการหญิงผู้นั้นเสีย นางก็มาดำหัวที่นั้นได้ชื่อว่า “แก่งส้มป่อย” นางก็มาถึงที่แห่งหนึ่งยิ่งร้อนกระหายมากนัก จึงให้คนเอาเรือไปจอดอยู่เงื้อมผา อันหนึ่งมีใจอยากอาบน้ำ เลยได้ชื่อว่า “ผาอาบนาง” ต่อมาจนเท่าทุกวันนี้แล นางขึ้นมาถึงที่หนึ่งเห็นดอย กั้งน้ำเสียเหมือนจักไปไม่ได้ นางใช้คนไปดูก็เห็นคลองเรือมีอยู่พอเห็นดอยลัดขวางแม้น้ำอยู่ นางจึงให้ช่างแต้ม (วาด) รูปช้างไว้ ที่นั่นได้ชื่อว่า “ผาแต้ม” หั้นแล

นางมาถึงแก่งอันหนึ่งเป็นอันใหญ่เชี่ยวแรงนัก ฟองน้ำอันไหลทุบตีกันและแตกเป็นดั่งพวงดอกไม้ อันท่านหากร้อยเป็นสร้อยเป็นสายงามนักจึงได้ชื่อว่า “แก่งสร้อย” นางจิ่งตกเอาเชือกฝ้ายกับลัวะทั้งหลายอันอยู่บริเวณที่นั้นทั้งมวล เพื่อจักเอามาชักเรือขึ้นแก่ง เมื่อนั้นลัวะทั้งหลายก็เริ่มร่วมกันฝั้นเชือกฝ้ายได้ 4 เส้น มาถวายหันแล เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า “4 เส้นสันกลางเป็น“ ลัวะต่อใหญ่ต่อหลวงกว่าลัวะทั้งหลายหั้นแล นางชักเรือขึ้นพ้นแก่งนั้นแล้วก็ให้ตั้งเมืองที่นั้น ชื่อว่า “เมืองสร้อย” และนางคราจากที่นั่น ขึ้นมาถึงที่หนึ่ง เต่าปลาทั้งหลายเบียดกันนัก นางจิ่งตั้งเมืองนั้นชื่อ “ปลาเต่าแล” นางมาถึงที่หนึ่งราบเพียงงามใจพอนัก จึงให้ตั้งบ้านอันหนึ่ง ริมแม่น้ำทรา จึงเรียกว่า “บ้านทราแล” นางขึ้นมาถึงที่หนึ่ง ซึ่งเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมาน โปรดเวไนยสัตว์ พระพุทธเจ้าเหยียบก้อนหินหนึ่งไว้เป็นรอยพระบาท เพื่อไว้เป็นที่กราบไว้และบูชาแก่คนและเทวดาคณาทั้งหลาย นางขึ้นมาถึงที่นั่น แล้วไปสักการะบูชานมัสการพระบาทเจ้าที่นั่น นางก็ได้ตั้งชื่อเมืองนั้นว่า “ฮอด” (ปัจจุบัน อ.ฮอด) นางออกจากที่นั้นมา จนถึงเมืองอังครัฎฐ ที่นั่น น้ำไหลมาหาวังอันหนึ่งเป็นอันบ่ายอันเหงี่ยง เอาเรือขึ้นก็สะแกงไป จึงเรียกว่า “วังสะแกง” หั้นแล

 

กำเนิดวัดพระธาตุดอยน้อย

ในวันแรม 12 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พุทธศักราช 1201 พระนางจามเทวีพร้อมด้วยโยธาประชากร เริ่มเข้าสู่เขตดินแดนหริภุญชัย เนื่องจากลำน้ำระมิงค์ยามนี้ไหลเชี่ยวมาก เมื่อขึ้นตามลำน้ำมาจะเห็นเนินข้างเขียวชะอุ่ม ก็ทรงอยากจะสร้างพระเจดีย์ จักได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันนำมาจาก เมืองละโว้ ก็ปรึกษากับปวงชนทั้งหลายที่มาด้วยกัน ต่างก็เห็นชอบด้วย จึงให้นายพรานธนู ผู้ที่มีความรู้ในทางไตรเพท ตั้งสัจจะอธิษฐานยิงธนู เพื่อจักหาที่ประดิษฐานพระเจดีย์ เพื่อสถิตไว้ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุเจ้า นายขมังธนูรับพระราชโองการแล้วก็ยิงธนู ให้คนทั้งหลายตามดูยังที่ลูกธนูจักตก ก็ปรากฎว่าลูกธนูตกลงยังดอยน้อย ริมฝั่งแม่น้ำระมิงค์ จึงให้หยุดพักไพร่พล ณ สถานที่แห่งนั้น และทรงให้คนทั้งมวลสร้างพระเจดีย์ทำการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และขนานนามที่นั่นว่า “ปะวีสิถะเจดีย์” เมื่อวันเริ่มสร้างพระเจดีย์ ตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 1201 พระองค์ทรงสร้างพระเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และสร้างพระพุทธรูปเท่าพระองค์ หมู่เศรษฐีที่ติดตามมา ก็ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งสิ่งของต่าง ๆ ที่มีค่า ซึ่งนำมาจากเมืองละโว้ เป็นต้นว่า แก้ว แหวน เงิน ทอง สิ่งของ ที่พระนางจามเทวีและเศรษฐีนำมาเข้าบรรจุไว้ในพระเจดีย์ แล้วได้ทรงสถาปนาให้ช่างก่อสร้างโขง เพื่อบรรจุพระเครื่องรางของขลังต่าง ๆ แล้วก็สร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ในโขงแห่งนั้นหันหน้าพระพักตร์ไปทางทิศทั้งสี่ ในคราวนั้นพระสงฆ์ที่เดินทางมากับพระนางจามเทวีก็ได้ทรงผูกพัทธสีมา เพื่อทำกิจของพระสงฆ์ ห่างจากพระเจดีย์ไปประมาณ 50 เมตร ก็สร้างพระเจดีย์แล้วเสร็จ ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง พุทธศักราช 1201 ใช้เวลาการก่อสร้าง 1 เดือน กับ 6 วัน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทรงเฉลิมฉลอง 3 วัน 3 คืน เสร็จแล้วนำเอาเครื่องราชสักการะต่าง ๆ พร้อมกับเครื่องแห่พระธาตุเจ้าและสิ่งของที่ใช้กับพระธาตุเจ้า และสิ่งของที่ใช้กับพระธาตุอีกหลาย ๆ อย่าง ฯลฯ นำเข้าเก็บไว้ในถ้ำ แล้วได้โอกาสหยาดน้ำ ให้ผ้าขาว 4 ตน คือ ผ้าขาวเทียน 1 ผ้าขาวตา 1 ผ้าขาวคิม 1 พร้อมกับลูกหลาน 4 ครัว กับบ้าน 4 บ้าน ทั้งนาและหนอง พร้อมกับสิ่งของที่มีศรัทธานำมาถวายเจดีย์ให้เป็นของผู้อยู่อุปัฎฐากรักษาพระเจดีย์องค์นี้ ไปตามประสงค์ ต่อจากนั้นก็เดินทางต่อไปครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) (ที่มา : http://www.doilor.org/travel.php?id=68)

 

พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศวร์

พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศวร์แห่งนี้ ถือกำเนิดโดย "คุณปัณฑร ทีรคานนท์" โดยเริ่มจากการที่เป็นผู้ที่เคารพนับถือพระคเนศอยู่แล้วเป็นการส่วนตัว จึงได้สะสมรูปเคารพพระคเนศในอิริยาบถต่างๆมานานกว่า 30 ปี และระหว่างนั้นก็มีเพื่อนฝูง คนรู้จักที่เคารพนับถือพระพิฆเนศวร์มาขอชมบ่อยครั้ง คุณปัณฑร จึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจทั่วไปได้เข้าชม และเข้ามาค้นคว้าศึกษาหาความรู้ต่อไป หากใครอยากจะศึกษาเรื่องราวของ พระพิฆเนศ อย่างชนิดเจาะลึก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงประเทศอินเดีย เพราะในเมืองไทยโดยเฉพาะที่นี่ มีผู้ชำนาญการด้านนี้ที่จะคอยให้คำตอบท่านได้อย่างครบถ้วน มีงานประติมากรรมรูปเคารพ ที่รวบรวมมาจากประเทศต่างๆ มากกว่า 1,000 ชิ้นเลยทีเดียว

พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศนี้ตั้งอยู่ ที่ 277 หมู่ 10 ต.ยางคราม อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ หากขับรถไป ให้ขับรถไปบนถนนเชียงใหม่-ฮอด อยู่กิโลเมตรที่ 35 กลับรถแล้วเลี้ยวเข้าซอยไปอีก 5.5 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทุกวันตั้งแต่ 9.00 - 17.00น.

เมื่อเข้าเขตอำเภอดอยหล่อ เลี้ยวกลับรถขวามือตรงหน้าปั๊มบางจาก ย้อนกลับลงมานิดเดียวไม่ถึง 50 เมตร จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน เป็นถนนลาดยางอย่างดี ระยะประมาณ 5  กิโลเมตรก็ถึงพิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศวร์ด้านซ้ายมือ เป็นลักษณะกำแพงก่ออิฐแดงไม่ฉาบปูน ปกคลุมไปด้วยร่มไม้ใหญ่น้อย ดูเงียบสงบ และไม่เก็บค่าเข้าชม มีลานจอดรถบริการแม้จะไม่กว้างนัก แต่ถ้าเต็มก็สามารถออกมาจอดริมถนนได้ยาวเหยียดทั้งซ้ายขวา ห้องน้ำสะอาดใช้ได้ มีมุมกาแฟเครื่องดื่มบริการ

เมื่อลอดผ่านซุ้มเข้าไปซ้ายมือเป็นอาคารห้องกระจกที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสักการบูชาพระพิฆเนศ มีเครื่องหอมเครื่องบูชาจำหน่าย ขณะที่มองตรงเข้าไปเห็นอาคารที่เป็นเทวาลัยเด่นชัด  เดินแยกออกมาทางด้านขวา เห็นจุดทำพิธีกรรมที่ระบุทุกเช้าวันอาทิตย์จะมีสาธิตที่นี่ ใครที่อยากไปทำพิธี ต้องไปตอนเช้าๆวันอาทิตย์เท่านั้น เดินต่อมาอีกหน่อยเป็นอาคารสองหลัง โถงกว้างหลังใหญ่พร้อมเก้าอี้เรียงแถวนั่งจำนวนหนึ่ง ดูกว้างขวางมาก น่าจะเป็นที่ประกอบพิธีกรรม ส่วนอาคารหลังย่อมจุดนี้ประดิษฐานพระพิฆเนศอีกปางนึง

ในประเทศไทยมีการนับถือพระคเนศและบูชาในฐานะเทพสำคัญด้านต่างๆ กันมาก จึงมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชพิธีในราชสำนักไทย ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(รัชกาลที่1) ได้แก่ พระราชพิธีบรมราชาภิเศก พระราชพิธีตรียัม พวายตรีปวาย และพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือก เป็นต้น

แม้ ในงานนาฏศิลป์ ดุริยางศิลป์ และงานช่างไทยก็มีการนับถือพระคเนศ โดยมีการบูชาในพิธีไหว้ครูก่อนการแสดงหรือการเรียนศาสตร์นั้นๆ ด้วยเชื่อว่าท่านเป็นเทพแห่งอุปสรรค บูชาท่านเพื่อป้องกันมิให้เกิดอุปสรรค อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ ทั้งยังบูชาในฐานะที่ทรงมีสติปัญญาหลักแหลมอีกด้วย

ในหมู่เทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ พระคเนศที่มีตัวเป็นมนุษย์มีเศียรเป็นช้างนั้นนับเป็นเทพที่มีรูปลักษณ์โดด เด่นที่สุด ในการทำรูปเคารพจึงมักนิยมทำเป็นรูปบุรุษร่างอ้วนพุงพลุ้ย ในท่านั่งหรือยืนบนหลังหนูที่เป็นพาหนะของท่าน กรหรือมือมักมี 1-16 กรถืออาวุธต่างๆกันตามปางหรือตามเนื้อหาของประวัติ

แต่ ที่นิยมกันคือ 4 กร แต่ละกรถือบ่วงบาศ ตะขอเกี่ยวช้าง ขนมโมทกะ และแสดงปางประทานพร ซึ่งรูปแบบหรืออิริยาบถต่างๆนี้สามารถวิเคราะห์ตีความได้ว่าเป็นพระคเนศใน ปางใด ทั้งยังแสดงถึงสกุลช่างศิลปกรรมที่หลากหลายตลอดจนพัฒนาการของคติความเชื่อ เกี่ยวกับการบูชาพระคเนศอีกด้วย

มีความเชื่อกันว่า หนูเป็นบริวารพาหนะของพระพิฆเนศวร์ เมื่อขอพรใดๆต้องกระซิบข้างหูหนูโดยเอามือป้อง แล้วบริวารของท่านก็จะนำพรที่ขอไปบอกพระพิฆเนศ  ด้านซ้ายของเทวาลัยมีอาคารจำหน่ายเครื่องบูชาและข้าวของที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศ เป็นเรือนไม้เล็กๆ มีรูปพระพิฆเนศประทับท่ายืนอยู่ด้านหน้า  ใกล้ๆกันอีกอาคารหนึ่ง ข้างในมีพระพิฆเนศปางนั่งประทับอยู่ข้างใน  ภายในอาคารที่จำหน่ายรูปเหมือน เครื่องบูชา และข้าวของที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์ 

(ที่มา : http://www.hflight.net/forum/m-1242219947/)

 

 

ฐานข้อมูล
สถิติ
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 173941