Home

แหล่งท่องเที่ยวอำเภอสันกำแพง

1.  แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงละได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวในอำเภอสันกำแพง  ได้แก่ 

1.  บ่อน้ำพุร้อนสันกำแพง  

2.  พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก 

3.  วัดป่าตึง    

4.  อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้  น้ำตกแม่ตะไคร้ 

5.  ร่มบ่อสร้าง

2.  ตำนาน  ประวัติความเป็นมา 

1.  น้ำพุร้อนสันกำแพง  

                    น้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนานควบคู่กับการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่เช่นกัน โดยปัจจุบันมีการบริหารงานในรูปแบบของสหกรณ์ ให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม สถานที่ร่มรื่นสวยงาม ตื่นตาตื่นใจกับน้ำพุร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินสูงขึ้นไปถึงกว่า 15 เมตร ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก

การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-สันกำแพง เลยจากตลาดสันกำแพงมีป้ายบอกทางไปน้ำพุร้อนสันกำแพง บริเวณสหกรณ์น้ำพุร้อนสันกำแพง มีบริการห้องอาบน้ำแร่และบริการที่พักร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ตามเส้นทางนี้มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่สองแห่งตกแต่งสถานที่ด้วยสวนดอกไม้สวยงาม มีห้องอาบน้ำแร่ ที่พัก สถานที่กางเต็นท์ ร้านอาหาร ได้แก่ น้ำพุร้อนสันกำแพง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 34 กิโลเมตร สามารถไปได้ 2 ทางด้วยกัน คือ เส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง-สถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้สัก-น้ำพุร้อน (เส้นทางนี้จะผ่านถ้ำเมืองคอน ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำพุร้อน 4 กิโลเมตร) หรือเส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง-หมู่บ้านออนหลวย-น้ำพุร้อน หากเดินทางโดยรถประจำทางขึ้นรถจากสถานีขนส่งช้างเผือกไปยังสันกำแพง และเช่าเหมารถสองแถวจากสันกำแพงไปน้ำพุร้อนในราคาประมาณ 200 บาทต่อคัน สำรองที่พักล่วงหน้าที่ ธุรกิจน้ำพุร้อนสันกำแพงหมู่บ้านสหกรณ์ โทร. 0 5392 9077 และรุ่งอรุณน้ำพุร้อน รายละเอียดติดต่อ โทร. 0 5324 8475

2.  พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก

ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2528  โดย สล่าเพชร  วิริยะซึ่งได้รวบรวมเพื่อนฝูง ตลอดจนลูกศิษย์ลูกหา ช่างแกะสลักฝีมือดีและมีความรักในศิลปะการแกะสลัก ไม้แบบล้านนามารวมตัวกันจัดตั้ง กลุ่มแกะสลักขึ้นมา  

เมื่อปีพ.ศ.2531 คุณลุงประยูร จรรยาวงศ์ (2458) คอลัมน์นิสต์ชื่อดังแห่งหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐในขณะ นั้น ได้ให้เกียรติ มา เยี่ยม เยือน พร้อมกับตั้งชื่อบ้านว่า “บ้านจ๊างนัก” อันหมายถึงบ้านที่มีช้าง เยอะแยะมากมาย  บ้านจ๊างนัก ได้มีการพัฒนารูปแบบการแกะสลักช้าง จากเดิมที่ช่างแกะจะมีการแกะสลักแบบ ตายตัว รูปแบบจะซ้ำกัน มาเป็นการแกะสลักช้างที่ดูมีชีวิตชีวา มีท่าทางท่วงทำนองที่เหมือน ช้างจริง ๆ ซึ่งนับเป็นแห่งแรกที่มีการแกะสลักช้าง รูปแบบนี้  บ้านจ๊างนัก ยังเป็นแห่งแรกที่มีการทดลองนำวัสดุใหม่ๆที่หาได้ในท้องถิ่นมาทด แทนวัสดุเดิม ที่นับวันมีแต่จะหายากมากขึ้น เช่น มีการนำเอาไม้ขี้เหล็กมาทดแทนไม้สัก  ซึ่งประโยชน์เพียงอย่างเดียวของไม้ขี้เหล็ก ในสมัยก่อน คือนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น และผลที่ได้จากการนำมาแกะสลักพบว่า ไม้ขี้เหล็กเป็นไม้เนื้อแข็งมากการแกะค่อน ข้างยากกว่าไม้สัก แต่ผลงานที่ออกมาจะสวยงาม และสีเป็นธรรมชาติ   นอกจากการทดลองเรื่องของไม้แล้ว ยังมีการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอด กันมามาประยุกต์ใช้ กับงานแกะสลัก นั่นก็คือ นำเอาลูกมะเกลือที่ใช้ในการย้อมผ้า มาย้อมสีไม้ซึ่งก็ให้สีที่เป็นธรรมชาติและ ไม่มีสารพิษตกค้างเป็นอันตราย ต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

เมื่อปี พ.ศ. 2546 บ้านจ๊างนัก ได้รับการบรรจุให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สังกัด เอกชน ยังผลให้เป็นที่รู้จัก กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ ที่มีความสนใจในศิลปะแขนงนี้   นอกจากนี้ หนึ่งในความภาคภูมิใจของสล่าบ้านจ๊างนักทุกคนคือการที่เป็นส่วนหนึ่ง ของการทำให้ผู้คน ได้เกิดความรัก หวงแหน และ ตระหนักถึงความสำคัญ และปัญหาของ ช้างไทยในปัจจุบัน และร่วมกันอนุรักษ์ช้างไทยให้อยู่คู่กับคนไทยอีกนานเท่านาน

3.  วัดป่าตึง

                ประวัติวัดป่าตึง

เดิมเป็นวัดร้าง คู่กับวัดเชียงแสน ก่อนที่จะสร้างวัดนี้ขึ้นมาได้พบพระบรมสารีริกธาตุ และของมีค่ามากมายหลาย อย่าง อาทิ วัตถุโบราณ พระพุทธรูป เครื่องถ้วยชามสังคโลก บริเวณวัดมีโบราณวัตถุอยู่ทั่วไป และมีเตาเผาเครื่อง ถ้วยชามสังคโลกอยู่ด้วย แต่หมดสภาพ เพราะดินยุบไปหมด นอกจากบริเวณวัดแล้วตามป่าเขารอบ ๆ ซึ่งมีเนื้อที่ ประมาณ 10,000 ไร่ ก็จะมีเตาเผาสังคโลกอยู่ทั่วไป ชาวบ้านมักจะพบอยู่เสมอ วัดป่าตึง อยู่ในหมู่บ้านป่าตึง หมู่ 7 ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2425 ปัจจุบันอายุ 111 ปี โดยครูบาปินตาพบว่าสถานที่แห่งนี้เดิมเป็นวัดร้าง มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาต มีศิลาจารึก เตาเผาเครื่องสังคโลกอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นจึงได้ชักชวนชาวบ้านบูรณะวัดร้างแห่งนี้ ได้รับประกาศแต่งตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ ตามประกาศลงวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2497

ประวัติหลวงปู่หล้า

หลวงปู่หล้า มีชื่อ หล้า ฉายา จนฺโท (อ่านว่าจันโท) ฉายา หรือชื่อที่อุปัชฌาย์ คือ พระเถระผู้บวชกุลบุตรในพระพุทธศาสนาตั้งให้ท่านได้แก่ "จนฺโท"นั้นแปลว่า พระจันทร์ การตั้งฉายาเป็นไปตามวันเกิด หลวงปู่หล้าเกิดวันพฤหัสบดี

เกิดที่บ้านปง

หลวงปู่หล้า เกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11 (เดือนเกี๋งเหนือ) ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2411 ซึ่งเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แต่หากดูจากพระประวัติเมืองเชียงใหม่แล้ว อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองนครจากเจ้าผู้ครองนครองค์ที่ 7 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ หรือ "เจ้าหลวงตาขาว"(พ.ศ.2426 - 2439 เป็นเจ้าผู้ครองนครองค์ที่ 8 คือ เจ้าอินทวโรสสุริยวงศ์ (พ.ศ. 2442-2452)  หลวงปู่หล้า เกิดที่บ้านปง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (บ้านปงอยู่ห่างจากวัดป่าตึงประมาณ 1 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้) สำหรับบริเวณนี้ ในอดีตเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาของภาคเหนือ จึงปรากฏเตาเผาและเครื่องปั้นดินเผา โดยอาจารย์ไกรศรี นิมมนานเหมินท์ สำรวจเตาเผา เมื่อ พ.ศ.2495 มีจำนวนถึง 83 เตา จึงได้ทำการเผยแพร่ในปี พ.ศ.2503 ในชื่อ "เตาสันกำแพง" ผลผลิตส่วนหนึ่งชาวบ้าน และอาจารย์ไกรศรี ได้นำถวายหลวงปู่หล้าไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดป่าตึง เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาต่อไป

สกุลบุญมาคำ

โยมพ่อชื่อ นายเงิน โยมแม่ชื่อ นางแก้ว นามสกุลบุญมาคำ เหตุที่มีนามสกุลนี้ หลวงปู่หล้าเล่าว่า "เพราะพ่ออุ้ย (ปู่) บุญมา แม่อุ๊ย (ย่า) ชื่อคำ เมื่อมีการนามสกุล  กำนันจึงตั้งให้เป็น "บุญมาคำ" ทุกคนทั้งโยมพ่อโยมแม่ พ่ออุ้ย แม่อุ้ย เป็นชาวบ้านปงมีอาชีพทำนา มีรากอยู่ที่บ้านปงมานานแล้ว  หลวงปู่หล้าเป็นบุตรคนสุดท้องของครอบครัว จึงมีชื่อเดิมว่า "หล้า" ซึ่งหมายถึงสุดท้าย หลวงปู่หล้า มีพ่อน้อง 4 คน เสียชีวิตหมดแล้วได้แก่

1. นายปวน

2. แม่แสง

3. นางเกี๋ยงคำ

4. นายคำ

หลวงปู่หล้ากำพร้าพ่อตั้งแต่อายุ 1 ขวบเท่านั้น โยมแม่จึงเลี้ยงดูบุตรทั้งหมดเพียงลำพังตนเอง หลวงปู่หล้าเล่าให้ฟังว่า "การเลี้ยงลูกสมัยก่อน ต้องช่วยกันทำงาน ช่วยเลี้ยงวัว ทำผิดก็ถูกเฆี่ยน ทำพลาดก็ถูกเอ็ด” เด็กวัดป่าตึง   หลวงปู่หล้า หรือเด็กชายหล้า บุญมาคำ อายุได้ 8 ขวบ โยมแม่ก็นำไปฝากกับครูปินตา เจ้าอาวาสวัดป่าตึง ให้เป็นเด็กวัด (สมัยก่อนชาวบ้านนิยมฝากบุตรชายให้เป็นเด็กวัดเพื่อศึกษาเล่าเรียน) หลวงปู่หล้าจึงได้เรียนหนังสือเป็นครั้งแรกกับครูบาปินตา แต่ขณะนั้นหลวงปู่หล้าเรียนหนังสือพื้นเมือง (ช่วงนั้นตรงกับ พ.ศ. 2450เกิดความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์พื้นเมือง ภายใต้การนำของครูบาฝายหิน เจ้าอาวาสวัดฝายหิน เชียงใหม่ ซึ่งได้รับสถาปนาเป็นปฐมสังฆนายกองค์ที่ 1 พ.ศ. 2438กับพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตนิกาย นำโดยมหาปิงเจ้าคุณนพีสีศาลคุณ จนมีการกล่าวขวัญเรื่องนี้ว่า "จะไหว้ตุ๊ป่า หรือ จะไหว้ตุ๊บ้าน" คำว่า ตุ๊ หมายถึง พระจนความทราบถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญานวโรส สมเด็จพระสังฆราช และรัชกาลที่ 5 จึงทรงมีรับสั่งให้อาราธนาครูบาฝายหินลงไปเฝ้าใน  ปี พ.ศ. 2499 ขณะนั้นครูบาฝายหินมีอายุ 75 ปี ครูบาฝายหินได้ถวายพระพรให้ทรงทราบเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่ง โปรดเกล้าถวายสมณศักดิ์ตำแหน่งพระราชาคณะให้ครูบาฝายหินเป็นพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ ฉะนั้น ปีที่หลวงปู่หล้าไปเป็นเด็กวัดป่าตึงนั้น ทรงราชการส่งเสริมให้ทุก ๆ วัดจัดการศึกษาแก่กุลบุตร โดยยังคงผ่อนผันให้ใช้อักษรพื้นเมืองในการเรียนการสอน)

สู่ร่มสกาวพัสตร์

หลวงปู่หล้าเป็นเด็กวัด ศึกษาเล่าเรียนกับครูบาปินตา จนกระทั้งอายุ 11 ขวบ ก็บวชเป็นสามเณรในช่วงเข้ารุกขมูล เข้ากรรมอยู่ในป่า มีผู้บวชพร้อมกันครั้งนั้น7 คน ครูบาปินตาเป็นผู้บวชให้ทุกคนต้องไปอยู่รุกขมูลในป่าช้า การเข้ากรรม หรืออยู่กรรม หรือ การไปอยู่รุกขมูล เรียกว่าประเพณีเข้าโสสานกรรมซึ่งเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา มักทำกันในบริเวณป่าช้าที่อยู่นอกวัด ผู้เข้าบำเพ็ญโสสานกรรมต้องถือปฏิบัติเคร่งครัดเพื่อต้องการบรรเทากิเลสตัณหา ความห่วงต่อวัตถุ ต้องสร้างความดีด้านจิตใจให้เกิด

นักอนุรักษ์นิยม

ขณะที่บวชเป็นสามเณรอยู่นั้น หลวงปู่หล้ามิได้เรียน แต่เพียงหนังสือพื้นเมืองเท่านั้นแต่ได้เรียนหนังสือไทยด้วย โดยเรียนกับพระอุ่น ซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดอู่ทรายคำในเมืองเชียงใหม่ และเรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนประจำมณฑลพายัพ (ปัจจุบันคือโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย) แต่ครูบาปินตาไม่สนับสนุนให้พระเณรเรียนหนังสือไทย ในที่สุดพระอุ่นจึงต้องเลิกสอน (ช่วงนั้นทางการพยายามให้ทุกท้องถิ่นเรียนรู้ภาษาไทยภาคกลาง ซึ่งโรงเรียนเคร่งครัดมาก ผู้ใดพูดภาษาพื้นเมืองต้องถูกปรับ พระสงฆ์พื้นเมืองกลุ่มหนึ่งต้องการรักษาเอกลักษณ์ทางภาษาของท้องถิ่นไว้ จึงไม่สนับสนุนการเรียนภาษาไทยภาคกลางและครูบาปินตาก็เป็นผู้หนึ่งด้วย)

เข้าเมืองเชียงใหม่

หลวงปู่หล้าศึกษาเล่าเรียนทั้งอักขรวิธี และธรรมปฏิบัติกับครูบาปินตาเรื่อยมาจวบจนกระทั้งอายุ 18 ปี จึงเดินทางเข้าไปจำพรรษาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพน ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมือง ซึ่งการเดินทางสมัยก่อนลำบากมากไม่มีถนนหนทาง ไม่มีรถรา พาหนะใด ๆ ก็ไม่มี จะไปไหนก็ต้องเดินไป อย่างเช่นจะไปเชียงใหม่ ชาวบ้านปงก็ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 ก็จะไปสว่างเอาที่เชียงใหม่ หลวงปู่หล้าเล่าว่า "หลวงปู่หล้าก็ต้องเดินเหมือนกัน"

อุปสมบท

หลวงปู่หล้าเรียนนักธรรมที่วัดเชตุพนเพียง 1 ปี ยังไม่ทันสำเร็จ ก็ต้องเดินทางกลับวัดป่าตึง เพื่อปรนนิบัติครูบาปินตาที่ชราภาพ ด้วยความกตัญญู นอกจากปรนนิบัติแล้วก็ติดตามครูบาปินตาไปตามที่ต่าง ๆ ด้วย เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็อุปสมบทในอุโมสถน้ำ ปัจจุบันอุโบสถน้ำหลังนี้ถูกรื้อไปแล้ว (การอุปสมบทในอุโบสถน้ำ หรือการอุปสมบทแบบนทีสีมา หรืออุทกกุกเขปสีมาหรือแพโบสถ์ในน้ำ เป็นประเพณีที่รับมาจากสำนักมหาวิหารของลังกา สมัยโบราณนิยมกันมาก พระสุมนเถระผู้นำพระพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทมาเผยแพร่ในล้านนา เมื่อ พ.ศ.1912 สมัยพระเจ้ากือนากษัตริย์องค์ที่ 6 พ.ศ.1894-1928 ได้กระทำอุปสมบทกุลบุตรชาวล้านนาครั้งแรกด้วยวิธีสมมตินทีสีมา หรือแพโบสถ์ในน้ำที่แม่ปิง บริเวณใกล้วัดจันทร์ภาโน)

การอุปสมบทของหลวงปู่หล้าในครั้งนั้น ครูบาปินตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาอิ่นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระญาณวิชัยศรีเป็นพระอนุสาวนาจารย์

นมัสการครูบาศรีวิชัย

หลวงปู่หล้าได้ติดตามพระญาณวิชัย เจ้าคณะตำบลออนใต้ ไปนมัสการครูบาศรีวิชัย ที่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ตอนนั้นหลวงปู่หล้าอายุ 23 ปีได้เดินทางด้วยเท้าจากท่าเดื่อ ท่าตุ้ม บ้านโฮ่ง ไปถึงบ้างปาง ใช้เวลาเดินทางถึง 2 วันและ 2 คืน แต่เมื่อไปบ้านปางปรากฎว่า ครูบาศรีวิชัยไปที่พระธาตุดอยเกิ้ง หลวงปู่หล้าจึงรออยู่ที่บ้านปาง 2 คืน ครูบาศรีวิชัยจึงได้เดินทางกลับ หลวงปู่หล้าจึงได้เข้านมัสการแล้ว ได้เดินทางกลับวัดป่าตึง แต่ขากลับระหว่างเดินทางหลวงปู่หล้าฉันอาหารผิดสำแดงทำให้ท้องเสีย ถึงกับอาพาธนาน 1 เดือน ต้องพักกลางทางที่ฮอด (อำเภอ) และที่สบขาน ครูบาศรีวิชัยมาจำพรรษาที่วัดสิงห์ เมืองเชียงใหม่ หลวงปู่หล้าได้ไปนมัสการอีกหลายครั้ง

ผู้สอนวิปัสสนากรรมมัฏฐาน

หลวงปู่หล้าได้เรียนวิปัสสนากรรมมัฏฐาน กับครูบาสุริยะ วัดจอมแจ้ง ขณะที่ครูบาสุริยะจะไปวัดจอมแจ้งได้รับนิมนต์ไปจำพรรษาที่วัดเชียงแสนอ  ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง (ครูบาสุริยะ วัดจอมแจ้ง เป็นศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของครูบาศรีวิชัย ซึ่งต่อมาถูกทางการบังคับให้ลาสิขา เพราะครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บวชให้ ส่วนวัดเชียงแสนเป็นวัดเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2031 ตั้งอยู่ห่างจากวัดป่าตึงเข้าไปประมาณ 2 กม. แต่ปัจจุบันเป็นวัดร้างพระพุทธรูปองค์สำคัญของวัดเชียงแสน คือพระเจ้าฝนแสนห่า และหลักศิลาจารึกของหมื่นดาบเรือน ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดป่าตึง)

สูญเสียครั้งใหญ่

หลวงปู่หล้าปรนนิบัติครูบาปินตา จนกระทั้งล่วงเข้าปี พ.ศ.2467 ครูบาปินตาก็มรณภาพด้วยวัย 74 ปี ขณะนั้นหลวงปู่หล้า อายุ 27 ปีเท่านั้นเรียกว่าเป็น "พระหนุ่ม" ก็ต้องรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าตึงต่อจาก    ครูบาปินตา  ต่อมาอีก 4 ปี หลวงปู่หล้าอายุ 31 ปี โยมแม่ซึ่งอายุ 63 ปีก็เสียชีวิตไปอีกหลังโยมพ่อ 30 ปี

เจ้าอาวาสวัดป่าตึง

หลวงปู่หล้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าตึง พ.ศ.2467 ต่อจากครูบาปินตา เจ้าอาวาสรูปแรก และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลออนใต้ พ.ศ.2476 (ช่วงรัชกาลที่ 7 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1 ปี มีการยุบเลิกมณฑลพายัพและการบริหารราชการระดับมณฑล คงเหลือแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน)หลวงปู่หล้าได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออายุ 40 ปี

ทำถนนขึ้นดอยสุเทพ

ปี พ.ศ. 2477 ครูบาศรีวิชัยได้อำนวยการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยใช้เวลา 5 เดือน 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2478ผู้มีศรัทธาต่อครูบาศรีวิชัยทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาส โดยเฉพาะพวกกะเหรี่ยงจากอำเภอลี้จังหวัดลำพูน ได้มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ระยะทางที่สร้าง 11,530 กม.   หลวงปู่หล้าเดินทางไปร่วมสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มสร้างมีคณะศรัทธาจำนวนหนึ่งติดตามไปจากวัดป่าตึง หลวงปู่หล้าเล่าว่า "การสร้างถนนมีการแบ่งงานกันตามกำลังของผู้ไปร่วม ชาวบ้านที่ติดตามไปจากวัดป่าตึงทำได้ 5 วา ใช้เวลา 14 วัน พวกที่ไปจากเมืองพานทำได้60 วา"

พระครูจันทสมานคุณ

หลวงปู่หล้าได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น "พระครูจันทสมานคุณ" ปี พ.ศ. 2504 อายุ 63 ปี ท่านได้เดินทางไปกรุงเทพ เพื่อรับพระราชทานพัดยศจากสมเด็จพระสังฆราช พระวันรัต (ปลด กิตติโสภโณ วัดเบญจมบพิตร ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช)  การเดินทางไปกรุงเทพนับเป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งแรก      พ.ศ.2499 ติดตามครูบาอินถา เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น ครั้งที่สอง พ.ศ. 2500 เข้าอบรมเกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์ ที่วัดสามพระยา ได้มีโอกาสร่วมในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษด้วย

ครูบาปินตา

หลวงปู่หล้าได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับครูบาปินตา พระอุปัชฌาย์ว่า "ครูบาปินตา เป็นคนบ้านแม่ผาแหน บวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณร เป็นศิษย์ของครูบากันธิยะ วัดแม่ผาแหน ท่านเป็นผู้สร้าง วัดป่าตึงองค์แรก หลวงปู่หล้าเป็นเจ้าอาวาส องค์ที่ 2 เมื่อตอนที่สร้างวิหาร ครูบาปินตาต้องขออนุญาตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เพื่อตัดไม้สักมาสร้าง ครูบาปินตาเป็นพระที่เคร่งครัด ในการวิปัสนากรรมมัฎฐาน ฉันมื้อเดียวตลอดชีวิต มีความเชี่ยวชาญในหนังสือพื้นเมือง เป็นผู้สอนหนังสือพื้นเมืองให้หลวงปู่หล้า เพราะไม่ต้องการให้มีการเรียนการสอนภาษาไทยภาคกลางในวัด แต่ต้องการให้พระเณรเรียนหนังสือพื้นเมือง หลวงปู่หล้าบวชเมื่อครูบาปินตาอายุ 59 ปี และมรณภาพอายุ 74 ปี ขณะหลวงปู่หล้าอายุ 27 ปี"

สบายอย่างตุ๊เจ้า

ตามที่มีการพูดเชิงวิจารณ์ถึงพระภิกษุในเมืองเหนือว่า "สบายอย่างตุ๊เจ้า" คือพระเมืองเหนืออยู่สุขสบายกัน จึงไม่ปรากฏว่ามีความสำเร็จในการศึกษาได้เปรียญสูง ๆ เหมือนกับพระทางภาคอีสานนั้น หลวงปู่หล้าตอบเรื่องนี้ว่า พระเมืองเหนือมิใช่ว่าจะไม่อยากเรียน สมัยก่อนไม่มีระบบ ไม่ได้จัดเป็นระเบียบใครใคร่เรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ได้  สำหรับสาเหตุที่พระเณรชอบลาสิกขา จนมีคติว่า "น้อยเวย หนานช้า" โดยชาวล้านนาเรียกผู้ที่สึกจากเณรว่า "น้อย" ผู้ที่สึกจากพระเรียกว่า "หนาน"ซึ่งแปลว่า สึกจากเณรเรียกน้อยมักรวดเร็ว แต่สึกจากพระคือหนานมักช้า หลวงปู่หล้าอธิบายว่า เพราะชาวเหนือนิยมบวชตั้งแต่เป็นเด็กพออายุ 18-19 ปี ก็เกิดการเบื่อหน่าย โดยเฉพาะที่อายุ 27-28 ปี จะยิ่งเบื่อมาก ๆ จึงลาสิกขาบท

หลวงปู่หล้าตาทิพย์

มีคนยกย่องว่า "หลวงปู่หล้า ตาทิพย์" เล่ากันว่า มีอยู่วันหนึ่งฝนตั้งเค้าจะตกหนัก หลวงปู่หล้าบอกให้พระเณรรีบออกจากกุฏิ เพราะกุฏิเก่าทรุดโทรมและมีต้นลานใหญ่อยู่ข้าง ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกหนักกิ่งต้นลานก็หักโค่นลงมาทับกุฏิพังทุกคนปลอดภัย และพากันสรรเสริญว่า "ตาทิพย์"  อีกเรื่องหนึ่งคือ มีคณะผู้มากราบนมัสการหลวงปู่หล้าเกินจำนวนที่แจ้งขอของขลังจากท่าน แต่ได้รับแจกกันครบทุกคน จึงพากันเห็นเป็นอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์  นอกจากนั้น นายอนันต์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนบ้านป่าตึงได้เล่าเพิ่มเติมว่า "เช้าวันหนึ่งประมาณตี 5 หลวงปู่หล้าให้พระเณรรีบทำความสะอาดวิหารจะมีแขกมาหาที่วัด ปรากฏว่าพอถึง 6 โมงเช้า พระศรีธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสันป่าข่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นำญาติโยมมาหา"  หลังจากนั้นชาวบ้านของหายหรือถูกลักขโมย มาถามหลวงปู่ก็บอกให้ไปตามทิศนั้นทิศนี้ได้ของคืนมาทุกครั้ง แต่หากท่านห้ามไม่ต้องไปตามจะไม่ได้คืน ก็จะเป็นจริง

4.  อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้

                ข้อมูลทั่วไป :

อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสันกำแพง และอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม และ น่าน มีพันธุ์ไม้มีค่าและ สัตว์ป่าที่สำคัญหลายชนิด และประกอบด้วยจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตก หน้าผา น้ำพุร้อน อ่างเก็บน้ำ เขื่อนต่าง ๆ เป็นต้น  อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,229.8 ตารางกิโลเมตร หรือ 768,625 ไร่

การเดินทาง :

การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ใช้เส้นทางจากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสันกำแพง ตำบลทาเหนือ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร

สถานที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก :

อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดเตรียมสถานที่กางเต็นท์สำหรับผู้ต้องการมาตั้งแคมป์พักแรมไว้ นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์ไปเอง  ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่งานบริการบ้านพักฝ่ายนันทนาการและสื่อความหมาย ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ กรุงเทพฯ โทร. 5797223 , 5614292-4 ต่อ 724 , 725

ลักษณะภูมิประเทศ :

พื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีความสูงตั้งแต่ 400 - 1,947 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นป่าต้นน้ำลำธารชั้น 1 อยู่ใน พื้นที่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ภูเขาเป็นเขาหินปูน มีป่าเบญจพรรณขึ้นอยู่โดยทั่วไป และมีป่าดิบเขาขึ้นตามแนวลำห้วยขุนห้วย หุบเขา และบริเวณป่าต้นน้ำลำธารอย่างหนาแน่น

ลักษณะภูมิอากาศ :

สภาพภูมิอากาศในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ แบ่งออกเป็น 3 ฤดูกาล คือ

ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม

ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์

ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม - เดือนเมษายน

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า :

สภาพป่าประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ได้แก่ ไม้สัก แดง ประดู่ ยาง จำปี ประดู่ส้ม เหียง พลวง รัง ดงดำ ตีนนก ไม้ชั้นล่างประกอบด้วย ไม้ไผ่ หวาย พง ก้อ เป็นต้น และจะมี สน 2 ใบ สน 3 ใบ ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามแนวสันเขาโดยทั่วไป   สัตว์ป่าประกอบด้วย หมูป่า ลิง ชะนี กวาง เก้ง เลียงผา เสือ กระต่าย ไก่ป่า นกยูง นกนานาชนิด เช่น นกแกง นกกระยาง นกเค้าแมว นกเก้ง เป็นต้น

 5.  ร่มบ่อสร้าง

                ร่มบ่อสร้าง มีประวัติตำนานเล่าขานกันมานานนับร้อยปีว่า มีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งชื่อพระ อินถา แห่งสำนักวัดบ่อสร้าง ได้เดินทางท่องธุดงด์ไปสถานที่ต่างๆจนกระทั่งถึงแถบชายแดนไทย – พม่า มีชาวพม่าใจบุญนำร่มมาถวายเพื่อใช้ป้องกันแดดฝน เมื่อพระอินถาได้เห็นร่มแปลกตาจึงไต่ถามว่า ได้มาจากแห่งหนใดจึงได้ขอติดตามไปเพื่อให้ได้เห็นที่มาของร่ม ท่านได้ศึกษาวิชาการทำร่มอย่างจริงจัง และจดจำได้แม่นยำ พร้อมนำกลับมาทำที่บ่อสร้าง จนเกิดเป็นโรงเรียนฝึกสอนวิชาทำร่มให้กับชาวบ้าน และกลายเป็นอาชีพของคนบ่อสร้างมาจนถึงปัจจุบัน

ร่มบ่อสร้าง เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดเชียงใหม่มาช้านานหลายชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะต้องแบ่งเวลาแวะเวียนไปที่อำเภอสันกำแพง เพื่อชมและเลือกซื้อร่มบ่อสร้างที่“บ้านบ่อสร้าง”เป็นที่ระลึกติดมือกลับมา ชาวบ่อสร้างทั้งตำบลรวมไปถึงอีก 8 หมู่บ้านในตำบลใกล้เคียงของพื้นที่อำเภอสันกำแพง และอำเภอดอยสะเก็ดในจังหวัดเชียงใหม่ล้วนแต่เป็นแหล่งผลิตร่มด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่างานทำมือของชาวบ้านได้กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยครัวเรือนในหลายๆหมู่บ้านการผลิตชิ้นส่วนร่ม เป็นหน้าที่ของแรงงานที่เป็นชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านตั้งแต่รุ่นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าลงมาจนถึงคนหนุ่มสาวนับพันๆคน ดังนั้นบ่อสร้างจึงเป็นเพียงหมู่บ้านประกอบร่มโดยมีชิ้นส่วนต่างๆของร่มเดินทางมาจากต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนประต่างๆของร่มที่เกิดจากแรงงานใต้ถุนบ้านและกระจายกันอยู่ทั่วไปก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่เป็นจุดสุดท้าย

การทำร่มบ่อสร้าง มีมานับร้อยปี ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงมีความถนัดในการทำร่มแตกต่างกันไปตามชิ้นส่วนที่ได้รับมอบหมายในการผลิต เช่น หมู่บ้านสันพระเจ้างาม ผลิตหัวร่มและตุ้มร่ม บ้านออนทำโครงร่ม บ้านหนองโค้งหุ้มร่ม และลงสี บ้านแม่ฮ้อยเงิน อำเภอดอยสะเก็ดผลิตด้ามร่ม บ้านต้นเปาผลิตกระดาษสา แต่การประกอบชิ้นส่วนของร่มทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่บ่สร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายลวดลาย และสีสันบนผืนร่มที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์อันเลื่องชื่อของร่มบ่อสร้าง มีกลเม็ดเคล็ดลับในการทำร่มอยู่ที่การใช้แป้งเปียกผสมน้ำมะโก้ติดผ้า หรือกระดาษเข้ากับร่มทำให้ติดทนนานไม่หลุดร่อนก่อนเวลาอันควร และเวลาลงสีน้ำมันที่ต้องผสมกับน้ำมันมะมื้อหรือน้ำมันตังอิ๊วที่ทำให้ร่มทนแดด ทนฝน และใช้งานได้จริงไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าร้อน เพราะฉะนั้นนอกจากร่มบ่อสร้างจะเป็นของที่ระลึกสวยงามแล้วยังสามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้เป็นอย่างดี

ร่มบ่อสร้าง เป็นสินค้าพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สาเหตุที่เรียกว่าร่มบ่อสร้างเพราะร่มนี้ผลิตกันที่บ้านบ่อสร้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

 

3.  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าจะมีศักยภาพและสามารถพัฒนาให้เป็นไปแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอำเภอ  แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริม 

 

ป่าดงปงไหว

                ประวัติและความเป็นมา

ปงไหว เป็น ภาษาล้านนา หมายถึง เขตดินพรุ เป็นที่ชุ่มน้ำ มักเกิดในแหล่งชุ่มชื้น หรือเขตป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเดินหรือขย่ม ผิวดินจะสะเทือนไหวได้ บริเวณ "ป่าดง ปงไหว" ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านม่วงเขียว หมู่ที่ 4 ตำบลร้องวัวแดง และบ้านป่าตึง หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยทราย อำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นป่าหนาทึบ ไม่ปรากฏหลักฐานความเป็นมาที่ชัดเจน แต่จากการบอกเล่าของ ผู้เฒ่า และ ผู้รู้ในหมู่บ้านเล่าว่า เดิมเป็นสถานที่พักแรมของพ่อค้าต่างถิ่นที่สัญจรขนส่งสินค้า โดยจะนำวัวต่าง ม้าต่าง มาพักแรม ที่ดอยน้อย (สมัยก่อนเรียกว่าดอยแกลบ) และเจดีย์กู่ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถพบพระธาตุ และบ่อน้ำ เก่าแก่ตั้งอยู่ ชาวบ้านเล่าว่าได้มีคนมาขโมยขุดของมีค่าไปและชาวบ้าน ก็ยังได้พบ โบราณวัตถุที่ชนเผ่าลัวะฝังไว้อยู่ด้วย อีกทั้ง ยังมีเศษซากโบราณสถานอยู่ ปัจจุบันได้สูญหายไปบ้าง สำหรับ "ป่าดง ปงไหว" ก็เป็นสถานที่มีแผ่นดินดูด เวลาชาวบ้านสมัย ก่อนนำโค กระบือ มาเลี้ยงก็จะถูกปงดินตรงนั้นดูด ทำให้เสียชีวิตและข้าวของ จนมาถึงปัจจุบันนี้ยังมีน้ำชุ่มชื้น และมีปลาเป็น จำนวนมาก บริเวณดังกล่าวยังเป็นลาน จักจั่นข่วงเจิง (ที่คนสมัยก่อนใช้ฝึกซ้อม เจิง หรือศิลปะป้องกันตัวเชิงมวย และเชิงรบ)

ชาวบ้าน บ้านม่วงเขียว ตำบลร้องวัวแดง และชาวบ้านตำบลห้วยทราย ได้เล็งเห็นความสำคัญในตำนานและความสมบูรณ์ ของผืนป่าชุมชนนาม "ป่าดง ปงไหว" จึงได้หารือร่วมกันในการพัฒนาอนุรักษ์ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม เห็นควรให้จัด ทำโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วัฒนธรรมรองรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอำเภอสันกำแพง ตามแนวทาง การท่องเที่ยวแบบมีความสนใจพิเศษ (Special Interested Tourism) ในโลกยุคที่สามนี้

 

แหล่งเรียนรู้ชุมชนด้านนิเวศน์และวัฒนธรรม

วัดก่อละ (กู่ลัวะ)

วัดก่อละเป็นหนึ่งในวัดร้างโบราณ 3 จุด ในชุมชนปงไหววัดที่ 1 คือ วัดดอยหน้อย (วัดม่วงเขียวในปัจจุบัน) วัดที่ 2 คือ วัด ก่อละ (กู่ลัวะ) วัดที่ 3 คือวัดปงไหว วัดก่อละสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ.ศ. 2380 มีอายุ มากกว่า 200 ปี อาจมีอายุราว 700 ปี ร่วมสมัยกับหริภุญไชย ร่องรอยที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันประกอบด้วยเจดีย์ร้างรูปทรงล้านนา ฐานเขียงย่อเกรด ส่วนยอดพังทลายลงหมดแล้วชาวบ้านเรียกว่า "กู่ลัวะ" ด้วยเคยเป็นที่อยู่ของชุมชมลัวะมาก่อน ฐานพระวิหาร หรืออุโบสถขนาดความกว้าง x ยาวประมาณ 50 x 20 เมตร เครื่องหลังคาและผนังโดยรอบพังทลายลงหมดแล้ว สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นราวสมัยเดียวกับกู่ลัวะ

น้ำบ่อทิพย์

เป็นบ่อน้ำขนาดความกว้างปากบ่อประมาณ 1 เมตร ความลึกประมาณ 4 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบ่อน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ รักษาโรคภัยต่างๆ ได้ ภายในวัดก่อละในปัจจุบันเป็นสถานที่ทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยปีไหนฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลชาวบ้าน จะ นิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดพระคาถาปลาช่อนบวงสรวงสังเวยเทพยดาฟ้าดินเพื่อขอฝน หลังจากพิธีดังกล่าวเสร็จสิ้นลงแล้ว ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเป็นปกติเป็นที่น่าอัศจรรย์

แหล่งเตาหลอมเหล็กปงไหว

จากหลักฐานที่พบว่าบริเวณนี้ และบริเวณโดยรอบกว้างกว่า 1 ตารางกิโลเมตร พบเศษชิ้นส่วนของเศษเหล็กหลอมกระจัด กระจายเป็นหย่อมๆ เป็นบริเวณกว้าง สันนิษฐานว่าบริเวณโดยรอบนี้เป็นแหล่งเตาหลอมเหล็ก ตีเหล็กทำเป็นเครื่องใช้และ ยุทโธปกรณ์ส่งไปที่พันนา แช่ช้างส่งไปยังเมืองเชียงใหม่ และหริภุญไชยใช้ในการทำศึกสงครามจากแหล่งเตาและวิเคราะห์เศษ เหล็กหลอมพบว่าเป็นแหล่งผลิตที่มีมาช้านานมากกว่าพันปีจนถึงสมัยพม่าครองเมืองล้านนาสกุลชนทั้งหลายถูกกวาดต้อนไป พม่าจนหมดสิ้น จึงขาดความสืบต่อของงานช่างเหล่านี้จวบจนปัจจุบัน

ข่วงเจิง

"ข่วงเจิง" เป็นที่ภายในป่าดงปงไหวเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกวิชาป้องกันตัวสมัยโบราณ เช่น ฟันดาบ ชกมวย และศิลปะป้องกันตัว

จอผีหมา

"จอผีหมา" เป็นสถานที่ทำพิธีบูชายันต์ ในแต่ละปีชาวบ้านจะนำสุนัขมาฆ่าเช่นสังเวยบูาชาเทพยดาฟ้าดินบวงสรวง เพื่อให้เกิด ความสงบสุข ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเป็นปกติของชุมชน

น้ำบ่อยา

จากปงไหวระยะทางประมาณ 500 เมตร พบตาน้ำโบราณผุดออกจากใต้ต้นตะเคียนใหญ่ ชาวบ้านตั้งศาลบูชาเป็นตาน้ำ ที่หยุดไหลแล้วชาวบ้านเรียก "น้ำบ่อยา" ในสมัยโบราณใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ ได้

ไร่ลุงแสน

"ไร่ลุงแสน" เป็นสถานที่ที่ลุงแสนไปถากถางปลูกสวนลำไยเป็นพื้นที่กว้างพอสมควร ณ ปัจจุบันไร่นี้ยังคงมีร่องรอย ให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน

เถาวัลย์สวย

"เถาวัลย์สวย" เป็นรากไม้ใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีให้พบเห็นหลายจุดตามเส้นทางเดินเข้าสู่ ป่าดง ปงไหว

 

3.1  การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว (การคมนาคม)

อยู่บนทางหลวงหมายเลข 1006 (สันกำแพง – แม่ออน) และเพียง 6 กิโลเมตรจากตัวเมืองสันกำแพงก็เห็นป้ายทางเข้าป่าดงปงไหวอยู่ทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปตามถนนลาดยางเล็กๆ เส้นทางค่อนข้างซับซ้อนนิดหน่อย แต่มีป้ายบอกตลอด จนกระทั่งพ้นเขตถนนลาดยางเข้าสู่ถนนดินลูกรังวิ่งเลียบไปตามคลองชลประทานราว 500 เมตร ก็มาถึงบริเวณลานจอดรถ และจากจุดนี้ต้องเดินต่อไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จึงจะถึง ‘ปงไหว’

 

3.2  ที่พัก

จะต้องไปพักในตัวของสันกำแพงเพราะแถวสถานที่ป่าดงปงไหวไม่มีที่พัก

 

3.3.  สิ่งอำนวยความสะดวก

ตลอดการเดินทางเข้าไปที่ป่าดงปงไหวจะมีเจ้าหน้าที่พาไปแวะชมสถานที่ต่างๆ  ภายในป่าดงปงไหว

 

3.4  สิ่งดึงดูดใจ

วัดก่อละ (กู่ลัวะ)   น้ำบ่อทิพย์     แหล่งเตาหลอมเหล็กปงไหว   ข่วงเจิง   จอผีหมา   น้ำบ่อยา            ไร่ลุงแสน   เถาวัลย์สวย

 

3.5  กิจกรรม

                มัคคุเทศก์พาไปแต่ละที่ของป่าดงป่งไหวทั้งหมด

 

                ***สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เคยเป็นสถานที่โด่งดังมาก่อนเมื่อประมาณ 3-4 ปีมาก่อนหน้านี้แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยดังเพราะไม่ค่อยมีใครประชาสัมพันธ์***

 

(ที่มา : ที่ว่าการอำเภอสันกำแพง  จังหวัดเชียงใหม่)

ฐานข้อมูล
สถิติ
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 163858